HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นปิดพุ่ง 29.83 จุด Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง ต่างชาติซื้ออีกกว่า 1 หมื่นล. ลุยหุ้นบิ๊กแคปขึ้นเด่น ตั้งรัฐบาลคืบหน้า “ภูมิใจไทย” เปิดตัวพันธมิตร 3 เล็งรอบนี้ 1,500 จุด “ ฟิทช์ เรทติ้งส์” ชี้รัฐบาลผสมที่เข้มแข็ง ชี้ชะตา “อันดับเครดิตไทย” หลังเลือกตั้ง
ตลาดหลักทรัพย์วันที่ 12 ก.พ. 2569 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,441.53 จุด เพิ่มขึ้น 29.83 จุด หรือ +2.11% มูลค่าซื้อขาย 78,412.29 ล้านบาท โดยดัชนีแตะสูงสุด 1,441.53 จุด ต่ำสุด 1,412.45 จุด
นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 10,518.06 ล้านบาท และบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 224.61 ล้านบาท ด้านนักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 10,785.91 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 43.24 ล้านบาท
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันนี้ปรับขึ้นมาค่อนข้างแรง เป็นผลจากความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล และหุ้นในกลุ่มพลังงานก็ยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันขยับขึ้นด้วย ที่สำคัญ Fund Flow ยังไหลต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี มองดัชนี SET จะขยับขึ้นเป็น Step ไป โดยด่านถัดไปมอง 1,440-1,450 จุด ซึ่งตลาดเล่นเก็งการจัดตั้งรัฐบาลมาพอควรแล้ว จากนี้มองหากดัชนี SET ขึ้นไปเกิน 1,500 จุด ก็จะไปต่ได้อีกไม่ไกล จาก Valuation ที่ตึงไป เว้นแต่จะมีข่าวดีมาก ๆ เข้ามา อย่างถ้ามีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตเศรษฐกิจเข้ามาก็จะช่วยหนุนตลาดได้อีก
พรุ่งนี้ (13 ก.พ.) ตลาดอาจแกว่งพักบ้าง โดยให้แนวรับ 1,420 จุด แนวต้าน 1,450 จุด พร้อให้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯนวันศุกร์นี้
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ช่วงบ่ายนี้มีการเปิดเปิดตัว 3 พันธมิตรแรก คือ พรรคประชาธิไตยใหม่-พรรคใหม่-เศรษฐกิจ มองเป็นพรรคเล็กที่ยังไม่มีนัยยะต่อตลาดทุน ซึ่งให้จับตาพรรคใหญ่ที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล อย่างที่มีกระแสข่าวออกมาจะเป็น พรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม ซึ่งตอนนี้ก็รอกกต.รับรองผลเลือกตั้งก่อน ถึงจะเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ได้
อย่างไรก็ดี Fund Flow ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง หนุนบิ๊กแคปเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยได้ให้เป้าดัชนี SET ปีนี้ไว้ที่ 1,470 จุด ปรับขึ้นจากเดิมที่มีเป้า 1,380 จุด หากดัชนีฯขึ้นมาใกล้เป้าก็คาดว่าจะมีอัพไซด์อีกไม่มาก พร้อมมองดัชนี SET วิ่งเข้าใกล้ 1,400 จุดปลาย ๆ ถึง 1,500 จุด ก็น่าจะเห็นการเวียนไปเล่นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ดังนั้นจากนี้จะต้องระวังการลงทุนหลังดัชนีฯขึ้นมาเร็ว พร้อมให้กรอบแกว่งพรุ่งนี้ (13 ก.พ.) มีแนวรับ 1,430-1,420 จุด แนวต้าน 1,450-1,470 จุด
ขณะที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ผลการเลือกตั้งของไทยที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนถึงความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลรักษาการที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงอยู่ จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่แล้วเสร็จ
ฟิทช์มองว่า นโยบายด้านการคลังและการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ในระยะกลาง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมุมมองการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ เนื่องจากความเสี่ยงต่อแนวโน้มฐานะการคลังของประเทศเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ฟิทช์ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยที่ระดับ ‘BBB+’ เป็น “เชิงลบ” (Negative) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
โดยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย และจำนวนที่นั่งของพรรคพันธมิตร ที่อาจเพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสม มีโอกาสช่วยหนุนให้เกิดแนวร่วมรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงของความปั่นป่วนหลังการเลือกตั้งได้
รัฐบาลผสมที่มีความยั่งยืนจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ไทยจะสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมืองเชิงโครงสร้างลงได้หรือไม่ และส่งผลให้สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการคลังระยะกลางได้อย่างคาดการณ์ได้มากขึ้น
ฟิทช์ชี้ว่า ไทยมีประวัติความไม่เสถียรทางการเมืองยาวนาน และนับตั้งแต่การเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และนายกรัฐมนตรีรักษาการอีก 3 คน
ขณะเดียวกันฟิทช์ระบุว่า เสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้นจะช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่จะสามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ได้หรือไม่
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน อาทิ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังล่าช้าหลังวิกฤตโควิด-19 และแรงกดดันด้านโครงสร้างประชากรที่ทวีความรุนแรงขึ้น
รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจยังคงให้น้ำหนักกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ลำดับความสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกาลก่อนหน้านี้ ได้แก่ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพครัวเรือน เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” มูลค่าราว 0.8% ของ GDP มาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน
ฟิทช์มองว่าการขยายมาตรการเหล่านี้อาจช่วยพยุงอุปสงค์ในระยะสั้นได้ แต่หากการใช้จ่ายของรัฐบาลผสมใหม่ไม่มาพร้อมมาตรการชดเชยทางรายได้ อาจทำให้กระบวนการปรับฐานะการคลัง (fiscal consolidation) ล่าช้าออกไป
ฟิทช์ระบุว่า แนวโน้มการคลังของไทยเป็นปัจจัยแกนหลักต่ออันดับเครดิต หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่อเนื่องหลายปี และเลื่อนการปรับสมดุลการคลังหลายครั้ง ผลคือ หนี้ภาครัฐทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 60% ของ GDP ในปี 2568 สูงกว่าระดับก่อนโควิดในปี 2562 ประมาณ 25 จุดเปอร์เซ็นต์ และปัจจัยที่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ยังอ่อนแอ และแรงกดดันด้านโครงสร้างประชากร
กรอบการคลังระยะกลางของรัฐบาลเฉพาะกาล ประเมินว่าหนี้สาธารณะจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2571 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง เมื่อขาดดุลการคลังลดลงเหลือ 2.1% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2573 จาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์เตือนว่าการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจทำให้แผนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญโดยแผนปัจจุบันยังตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น การทยอยยกเลิกการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปรับ VAT เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 ควบคู่กับมาตรการเยียวยาครัวเรือน
ทั้งนี้ฟิทช์ย้ำว่า อันดับเครดิตของไทยขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP มีเสถียรภาพอย่างน่าเชื่อถือในระยะกลาง หากไม่สามารถลดขาดดุลได้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพหนี้จะอ่อนแอลง และอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิต แต่หากมีความคืบหน้าเชิงรูปธรรมในการปรับฐานะการคลัง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต
สำหรับประเด็นที่ฟิทช์จะติดตามในระยะใกล้ ได้แก่ ความยั่งยืนของรัฐบาลผสม สัญญาณเบื้องต้นด้านนโยบายการคลัง และความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการผสานมาตรการช่วยเหลือเข้ากับเส้นทางการคลังที่น่าเชื่อถือ
