DRT ปี’68 กำไรชะลอ-การเงินยังแกร่ง ยอดขายม.ค.’69 ฟื้นตัว รุกตลาด CLMV

HoonSmart.com>>ผลิตภัณฑ์ตราเพชร เปิดรายได้ปี 2568 รวม 4,531 ล้านบาท ลดลง 8.8% กำไรสุทธิ 318 ล้านบาท ลดลง 37.2% จากราคาขายที่ปรับลด ภาวะสินเชื่อเข้มงวด ยอดขายในประเทศที่อ่อนแรง คาดปี 2569 กำลังซื้อฟื้นตัวจากอัตราดอกเบี้ยลดลง เดือนม.ค.ผลตอบรับดี รุกขยายตลาดทั้งในและกลุ่ม CLMV

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) เปิดเผยว่า ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงาน 4,531.3 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 438.6 ล้านบาท หรือลดลง 8.8% โดยมีรายได้จากในประเทศ 3,808.7 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 389.2 ล้านบาท หรือลดลง 9.3% และมีรายได้จากต่างประเทศ 722.6 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 49.4 ล้านบาท หรือลดลง 6.4% และมีกำไรสุทธิ 317.8 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 188.5 ล้านบาท หรือ 37.2% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
– การปรับลดราคาขายอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
– ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
– การปรับตัวลดลงของยอดขายในประเทศในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์
– การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าที่ลดการสต็อกสินค้าลงเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
– ผลกระทบจากฤดูฝนซึ่งยาวนานและมีความรุนแรงกว่าปกติเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
– การชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาจากสถานการณ์การปิดด่านชายแดน

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น อยู่ที่ 22.7% ปรับตัวลดลงจาก 25.5% จากปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของยอดขาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบา กระเบื้องหลังคาคอนกรีต และกระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับลดราคาขายอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่ยังอ่อนแรง

กำไรสุทธิ มีมูลค่า 317.8 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 188.5 ล้านบาท หรือลดลง 37.2% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับลดราคาขายเพื่อกระตุ้นยอดขายท่ามกลางภาวะกำลังซื้อที่อ่อนแรง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และการชะลอตัวของภาคก่อสร้าง ประกอบกับการลดลงของปริมาณการผลิต ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ขณะที่ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ยังแข็งแกร่ง ไม่เคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีอัตราหนี้สินต่อทุน 0.74 เท่า และมุ่งบริหารกระแสเงินสดให้อยู่ในระดับที่ดีเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ถือหุ้น จึงมีความพร้อมชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น ล่าสุด เตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณาการจ่ายเงินปันผล จากงวดผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม-ธันวาคม) ปี 2568 ตอกย้ำจุดเด่นเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

แม้เผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ กลุ่มบริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับกลยุทธ์การขายและการตลาดเชิงรุก การขยายตลาดใหม่ การบริหาร Product Mix และการควบคุมต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ใกล้เคียงเป้าหมาย และสร้างความยั่งยืนในการเติบโตในระยะยาว

สำหรับปี 2569 กลุ่มบริษัทฯ คาดว่าอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค อาทิ ภาระหนี้ครัวเรือนและภาวะอุปทานส่วนเกินในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงเริ่มส่งสัญญาณบวกต่อกำลังซื้อในระยะถัดไป โดยกลุ่มบริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตในประเทศผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของช่องทางโมเดิร์นเทรด การขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย และการรุกตลาดโครงการ โดยมุ่งเน้น 4 ภูมิภาคหลัก พร้อมปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ราคาที่ยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มปริมาณการขาย

ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะขยายการดำเนินงานในประเทศเมียนมาและกลุ่ม CLMV อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารต้นทุนและค่าขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายสาธิต กล่าวว่า สถานการณ์ยอดขายในเดือนมกราคม 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ปัจจัยมาจากการปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อสถานการณ์ มุ่งขยายตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง นำเสนอสินค้าและบริการใหม่ออกสู่ตลาด รวมถึงได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งเพื่อการปรับปรุงและรีโนเวท ทั้งอาคารบ้านพักอาศัยเดิมและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย รวมถึงการก่อสร้างบ้านใหม่เพื่อรองรับการย้ายถิ่นที่อยู่ ส่วนสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ เนื่องจากมีรายได้จากการส่งออกเป็นสกุลเงินบาท ขณะเดียวกันยังได้รับผลเชิงบวกจากการนำเข้าสินค้าที่มีต้นทุนลดลง

“บริษัทฯ คาดว่าจะทำยอดขายไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า และวางเป้าหมายรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าด้วยความพร้อมของทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์และทำงานต่อเนื่องกับบริษัทฯ มายาวนาน ช่องทางจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม และจุดแข็งอื่นๆ ที่หลากหลาย จะทำผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในปีนี้”นายสาธิต กล่าว