บล.บลูเบลล์ : ความผันผวนของพันธบัตรญี่ปุ่น มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสินทรัพย์ในสหรัฐฯ

🔷ความผันผวนดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับแรงขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุยาวในช่วงสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มส่งผลกระทบไปยังตลาดการเงินสหรัฐฯ

🔷ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลกตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จากการเป็นแหล่งเงินต้นทุนต่ำ (Low-interest capital) ผ่านนโยบายดอกเบี้ยต่ำ

🔷เงินทุนจากนักลงทุนสถาบันญี่ปุ่น เช่น บริษัทประกันและกองทุนบำนาญ ถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลยุทธ์ Yen Carry Trade ที่กู้เงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

🔷อย่างไรก็ตาม การที่ญี่ปุ่นเริ่มหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวขึ้น ทำให้โครงสร้าง “ต้นทุนเงินต่ำ” ที่เคยเป็นฐานสำคัญของตลาดโลกเริ่มสั่นคลอน

🔷อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับราว 3.72% จากประมาณ 2.65% ในปีก่อน สะท้อนความกังวลด้านเสถียรภาพการคลัง หลังนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เสนอแนวคิดลดภาษีอาหารและการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตการณ์การอัดฉีดเงินในรูปแบบต่างๆ

🔷หากอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น มีความเป็นไปได้ที่เงินลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นจะไหลกลับประเทศ (Capital Repatriation) มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้แรงซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ชะลอลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง

🔷เมื่อต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนที่ทำกลยุทธ์ Yen Carry Trade จะถูกบีบให้ทยอยปิดสถานะการลงทุน โดยกระบวนการดังกล่าวมักรวมถึงการขายสินทรัพย์ในต่างประเทศ และแปลงเงินที่ได้กลับมาเป็นเงินเยน เพื่อนำไปชำระภาระหนี้หรือปิดสถานะการลงทุนเดิม (Carry Trade Unwinding)

🎯 มุมมองของเรา

เรามองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยหากพิจารณาย้อนหลังจะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น (Bond Yield) ได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ขณะเดียวกัน หากประเมินจากปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้น ยังพบว่าการเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในทั่วทุกภูมิภาค ดังนั้น เราจึงประเมินว่าผลกระทบจากประเด็นนี้จะจำกัดอยู่เพียงในระยะสั้น เนื่องจากพื้นฐานของตลาดโดยรวมยังคงสนับสนุนทิศทางเชิงบวก

#BLUEBELL