ตลาด IPO เปิดคาด 3-4 บริษัทเทรด Q2 -หุ้นใหญ่ ‘ไทยน้ำทิพย์’จ่อขายไตรมาส 3

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสดใสดัชนีพุ่งทะลุ 1,400  จุด เปิดประตูตลาด IPO กว้าง คาด  3-4 บริษัท พาเหรดเข้าซื้อขายในไตรมาส 2/69 จับตาหุ้นใหญ่ ‘ไทยน้ำทิพย์’ รองบปี 68  จ่อขายไตรมาส 3  ระดมเงินก้อนมหึมา    บริษัทหลายแห่ง พร้อมยื่นไฟลิ่ง ด้าน”ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี” (UNIX) ได้อนุมัติแล้ว คาดจะขาย 180 ล้านหุ้น มี.ค.69  เข้าเทรด SET เม.ย. มีบล.บียอนด์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 

นายอำนวย จิรมหาโภคา รองผู้จัดการ รองหัวหน้าสายงานการตลาด ดูแลงานด้านผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นที่สดใสขึ้นในปี 2569 คาดว่าจะมีบริษัทพร้อมเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (IPO) ในไตรมาสที่ 2/2569 ประมาณ 3-4 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) แล้ว

ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ คือ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC) คาดว่าจะเสนอขายหุ้นประมาณไตรมาสที่ 3 โดยบริษัทเหล่านี้จะต้องรองบการเงินปี 2568 ออกมาเพื่อนำไปปรับปรุงข้อมูลในแบบไฟลิ่งให้สมบูรณ์ ก่อนเสนอขายหุ้น

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่รอโอกาสที่ดี  พร้อมยื่นไฟลิ่งก.ล.ต. เพื่อขายหุ้น IPO ภายในปี 2569

” ตลาด IPO เปิด เชื่อว่าบริษัทพร้อมขายและยื่นไฟลิ่ง เพราะสามารถระดมเงินได้ตามจำนวนที่ต้องการ  ช่วงนี้เห็นสัญญาณบวกของดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแรง ด้วยมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น และจากเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างประเทศ”นายอำนวยกล่าว

ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปี จนถึงขณะนี้วันที่  9  ก.พ. 2569  ยังไม่มีหุ้นน้องใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ(mai) เลย  ปัจจุบันมีหุ้นที่ได้รับอนุมัติ เพื่อเข้า SET  2 บริษัท  และเข้า mai 2  รวมถึงยื่นไฟลิ่งเพื่อเข้า mai อีก 2 บริษัท

ทางด้าน บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) ที่ได้รับอนุมัติเข้า SET แล้ว  คาดว่าจะพร้อมเสนอขายหุ้นจำนวน 180 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 0.50 บาท ประมาณเดือนมี.ค. 2569  รอผลการดำเนินงานประจำปี 2568 เพื่อนำมาปรับปรุงไฟลิ่งให้สมบูรณ์ คาดว่าหุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้นเดือนเม.ย.ที่จะถึงนี้  ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมหมวดบรรจุภัณฑ์ โดยมี บล.บียอนด์เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

สำหรับบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC) จะเสนอขายหุ้น 612,451,687 หุ้น คิดเป็น 10% ของหุ้นชำระแล้ว พาร์หุ้นละ  2 บาท จดทะเบียนในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร/หมวดอาหารและเครื่องดื่ม มีบล.ฟินันซ่าเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

TNCC จะเป็นหุ้น IPO ที่น่าจับตามากที่สุด  เนื่องจากมีขนาดใหญ่  เป็นผู้นำในตลาดการประกอบธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์(NARTD)  ประเภทเครื่องดื่มอัดลม (Carbonated Soft Drinks -CSD) ชั้นนำในประเทศไทย โดยได้รับสิทธิในการจัดเตรียม บรรจุ จัดจำหน่าย และจำหน่ายเครื่องดื่มครอบคลุม 63 จังหวัดจากทั้งหมด 77 จังหวัดในประเทศไทย  ภายใต้สัญญาระหว่างบริษัทฯ กับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited

นอกจากนี้ บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน  100%ใน Lao Coca-Cola Bottling Co., Ltd. (“LCCB”) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ซึ่งประกอบธุรกิจในประเทศลาวภายใต้สัญญาในลักษณะเดียวกันกับสัญญาระหว่างบริษัทฯ กับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited โดยเครื่องดื่มที่บริษัทฯ ได้รับอนุญาตในการจัดเตรียม บรรจุ จัดจำหน่าย และจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทย และ/หรือ ในประเทศลาว

“ผลิตหลักรวมถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์โคคา-โคล่า แฟนต้า สไปร์ท ชเวปส์ มินิทเมด เอแอนด์ดับบลิว (เฉพาะในประเทศไทย) ฟิวซ์ที และน้ำทิพย์ เป็นต้น   โดยบริษัทฯ ครองอันดับที่ 1 ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 15.6% ในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ”

ปี 2567 บริษัทฯ ได้จำหน่ายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายจำนวนรวม 404 ล้านยูนิตเคส ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีศูนย์กระจายสินค้ามากกว่า 50 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีจำนวนพนักงาน (รวมการจ้างแรงงานภายนอก (Outsource) ตามความต้องการในฤดูกาลผลิต) มากกว่า 8,000 คน และบริษัทฯ ยังมีเครือข่ายที่ใช้ในการกระจายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มที่ให้บริการร้านค้าประมาณ 495,000 แห่งในประเทศไทย

นอกจากนี้บริษัทฯ มีฐานลูกค้าที่หลากหลาย  ทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิม เช่น ร้านค้าส่งแบบดั้งเดิม (ร้านยี่ปั๊ว) ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (ร้านโชห่วย) เป็นต้น และร้านค้าแบบสมัยใหม่เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น เช่นเดียวกับในประเทศลาว กลุ่มลูกค้าของ LCCB ประกอบด้วยเครือข่ายร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายในลักษณะใกล้เคียงกันกับกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยของบริษัทฯ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทย โดยมีสายการผลิต 22 สาย ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมสูงสุดประมาณ 564ล้านยูนิตเคสต่อปีและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มมากกว่า 50 แห่ง

ทางด้านผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง (2565-2567)เติบโตต่อเนื่อง มีรายได้รวม 35,989.15 ล้านบาท 39,294.98 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 41,314.24 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิก็เพิ่มขึ้นจาก 3,083.24 ล้านบาท  3,374.41 ล้านบาท และ  4,379.08 ล้านบาทตามลำดับ