HoonSmart.com>>สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดผลสำรวจเดือนม.ค. นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้นร้อนแรงมาก มองว่าฟันด์โฟลว์-การเมืองหนุน ส่วนปัจจัยฉุดคือความขัดแย้งระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนทางการเมือง หุ้นหมวดแบงก์น่าสนใจมากที่สุด อสังหาฯถูกเมิน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยผลสำรวจระหว่างวันที่ 21-31 ม.ค. 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (เม.ย.2569) เพิ่มขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” (ช่วงค่าดัชนี 160-200) ที่ระดับ 165.37 โดยนักลงทุน 3 กลุ่มอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” กลุ่มบุคคลปรับเพิ่ม 26.3% อยู่ที่ระดับ 129.66 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์เพิ่ม 7.1% อยู่ที่ระดับ 150.00 และกลุ่มสถาบันลดลง 8.3% อยู่ที่ระดับ 122.2 ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัวอยู่ที่ระดับ 200.00 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์การเมือง และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง และสถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน
ส่วนหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (BANK) และที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
ภาวะตลาดหุ้นครึ่งแรกของเดือนม.ค.2569 SET Index เคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 1,230–1,285 จุด ก่อนจะปรับตัวขึ้นทะลุ 1,300 จุดในช่วงครึ่งหลังของเดือน โดยได้แรงหนุนสำคัญจากกระแส “Sell America” ที่นักลงทุนทั่วโลกเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ จากความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ รวมถึงราคาทองคำที่พุ่งขึ้นและค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยซื้อสุทธิ 4,345 ล้านบาท SET Index ณ สิ้นเดือนม.ค.ปิดที่ 1,325.62 เพิ่มขึ้น 5.24% จากเดือนก่อนหน้า และปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนมกราคม อยู่ที่ 46,496 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ประเด็นเรื่องสงครามการค้าและกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะกระทบต่อ บจ. ไทยโดยเฉพาะในกลุ่มส่งออกและนำเข้า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายออก–เข้าในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าระหว่างสหรัฐฯ—ยุโรปที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลางและความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านซึ่งหนุนราคาพลังงานและเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
ส่วนปัจจัยในประเทศ ยังต้องติดตามประเด็นการเมืองซึ่งเป็นตัวแปรหลัก ทั้งผลการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และประชามติรัฐธรรมนูญ ขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยถูกคาดการณ์ว่าจะโตต่ำเพียง 1.5–1.8% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี นอกจากนี้นักลงทุนยังต้องติดตามการประกาศงบไตรมาส 4/2568 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป
