SCGP ปิดปี’68 แกร่งกำไร 4,069 ลบ. โต 10%  ปี’69 ตั้งเป้า EBITDA 1.83 หมื่นลบ.โต 14%

HoonSmart.com>>เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ปิดปี’68 แกร่ง EBITDA 17,210 ล้านบาท โต 7% กำไร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% แม้รายได้หด 6% ทำได้ 124,374 ล้านบาท พร้อมจ่ายปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น ปี’69 วางงบลงทุน 10,000 ล้านบาท เร่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ยกระดับประสิทธิภาพ ลุยสร้างโซลูชันครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้า วาง EBITDA เพิ่มเป็น 18,300 ล้านบาท โต 14% 

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ความต้องการในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในช่วงการเติบโต จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ราคาของบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดันจากตลาด สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เวียดนามและอินโดนีเซียมีความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่น การเตรียมผลิตสินค้าล่วงหน้าก่อนเทศกาล รวมถึงความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนเริ่มฟื้นตัว ส่วนความต้องการในไทยชะลอตัวจากเหตุอุทกภัย และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

บริษัทฯ เน้นบริหารงานอย่างมีวินัย บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจหลักตามแผนกลยุทธ์

ปี 2568 สามารถปิดดีลเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก 70% เป็น 100% ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) และร่วมทุน 25% กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาพลังงานที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายบรรจุภัณฑ์ปรับลดลง ส่งผลให้ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK สะท้อนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

สำหรับ ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็น 90% จาก 87-91% ในปี 2568

ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นายวิชาญ กล่าวว่า ปี 2569 วางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท สำหรับ M&P การขยายธุรกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และมีเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ มองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต

รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคม ปี 2569

ด้านการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืน ยังคงขับเคลื่อนธุรกิจเน้นความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออกจำนวน 15 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อการรีไซเคิล การร่วมพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) พร้อมพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการทดสอบและรับรองกระดาษบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากเขียวประเทศไทยของ Thailand Environment Institute (TEI) และการประยุกต์ใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

การดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับการยอมรับผ่านการจัดอันดับหุ้นยั่งยืนระดับ AAA จาก SET ESG Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงรางวัล Best Sustainability Awards และรางวัล SET Awards of Honor: Best Innovative Company Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน