HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นไทยปี 2569 ถูกมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค เป็น “โอกาสสะสม” สำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่โตต่ำ สภาพคล่องที่หดตัว แนะ 17 หุ้นราคาต่ำกว่าบุค เงินปันผลสูง มีอัพไซด์
นายเทอดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวในงานสัมนา “THE INVESTORS”เปิดประตูสู่โอกาส เริ่มต้นเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง ช่วง เปิด Playbook การลงทุน 2026 ว่า ในช่วงไตรมาส1 ถึงไตรมาส 2 ของปีนี้คาดว่าจะเป็นจังหวะของการสะสมหุ้นไทย หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดโลก โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องถึง 24.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ส่งผลให้ผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทย ( Market Earning Yield Gap)ขยับขึ้นสูงถึง 4.87% ซึ่งสะท้อนว่าหากนักลงทุนโยกเงินจากพันธบัตรอายุ 10 ปีมาลงทุนในหุ้นไทย จะได้รับผลตอบแทนสูงเกือบ 5%
แปลว่าความถูกของตลาดหุ้นไทยมีมากกว่าที่อื่น โดยคิดที่ P/E 16 เท่า อัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยจะได้เกือบ 6.5% ถ้าเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 1.25% เท่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย gap ที่ได้จะอยู่ประมาณ 5% ถือว่าสูงมาก ยิ่ง กนง.ลดดอกเบี้ยลง จะทำให้ gap ยิ่งกว้างขึ้น
กรณี gap อยู่ที่ 5% ด้าน P/E ที่ 16 เท่า และ EPS อยู่ที่ 90 บาทต่อหุ้น ดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ประมาณ 1,440 จุด เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มนิ่ง เงินจากตลาดพันธบัตรเข้าสู่ตลาดหุ้น จะทำให้ตลาดหุ้นแกว่งตัวผันผวนตลอดช่วงไตรมาส 1 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 2
ตลาดหุ้นไทยควรมีอัตราหมุนเวียน (Turnover) อย่างน้อย 70% หรือราว 46,000 ล้านบาทต่อวัน แต่ที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างต่อเนื่อง จนผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์บางรายถึงกับกล่าวว่าแค่เปิดไฟก็ขาดทุนเนื่องจากวอลุ่มไม่เพียงพอในการหล่อเลี้ยงธุรกิจ
“เมื่อวอลุ่มบาง ราคาหุ้นจึงปรับตัวลงแรงจน Valuation อยู่ในระดับต่ำมาก ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 461 บริษัท ที่ราคาต่ำกว่า Book Value และอีก 273 บริษัท ที่มี Dividend Yield สูงกว่า 5% โดยค่า P/E ตลาดอยู่เพียง 14 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำมาก”นายเทอดศักดิ์ กล่าว
นายเทอดศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับหุ้นเด่นที่มี Dividend Yield สูงไม่ต่ำกว่า 5% ราคาต่ำกว่า Book Value และยังมีอัพไซด์ ประกอบด้วย SCB, KBANK, BBL, BJC, CPAXT, BANPU, PTT, PTTEP, RATCH, EGCO, TOP, MAJOR, SIRI, SC, ORI, AP และ LH
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณที่เชื่อว่าเป็นจังหวะของการสะสมหุ้น คือ หุ้นมีราคาถูกมาก โดยปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่บจ.มีการซื้อหุ้นคืนแล้ว 3.7 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน กำไรของบริษัทจดทะเบียน ที่อยู่ระหว่างประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 ถ้าทำได้ 2.5 แสนล้านบาท จะเป็นการเติบโต 100% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2567 ที่ทำได้แค่ 1.7 แสนล้านบาท จะทำให้แรงสะสมหุ้นเพิ่มขึ้นอีก
อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 4.27% ตามข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ซึ่งถือว่าสูงกว่าทุกตลาด หากนำตัวเลขนี้ไปเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน จะเห็นว่ามีช่องว่างผลตอบแทนประมาณ 3% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนระยะยาว
ด้านการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย พบว่าในช่วงก่อนโควิด EPS อยู่ที่ 88 บาทต่อหุ้น ขณะที่ปี 2569 คาดว่า EPS จะอยู่ที่ 90 บาทต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าช่วงโควิด แต่ดัชนีหุ้นไทยกลับยังต่ำกว่าช่วงโควิดเกือบ 300 จุด สะท้อนว่าราคาหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่ถูกมาก
“จากเหตุผลเหล่านี้ จึงมีมุมมองว่าเป็นแรงบันดาลใจให้นักลงทุนเข้ามาสะสมหุ้นในช่วงนี้ หลักการเลือกหุ้นควรพิจารณาไม่เพียงแต่อัตราผลตอบแทนเงินปันผล แต่ยังต้องดูอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ด้วย เช่น หากมีบริษัทสองแห่งที่จ่ายปันผลสูงเท่ากันที่ 5% แต่บริษัทหนึ่งมี Dividend Payout Ratio 70% อีกบริษัทมีเพียง 40% นักลงทุนควรเลือกบริษัทที่มีการจ่าย 40% เพราะยังสามารถเพิ่ม Payout Ratio ได้อีกถือว่ามีความแข็งแรงและมีกันชนที่ดีกว่า”นายเทอดศักดิ์ กล่าว
นายเทอดศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงนี้ให้รอติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะออกมา ถ้าดีขึ้น เช่น ส่งออกดีขึ้น ไทยได้ดุลการค้า จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยเริ่มนิ่ง
อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีความเสี่ยง ต้องรอดูการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.และทาง กกต.ต้องรับรองผลสส.เกิน 95% ถึงจะเปิดประชุมสภาฯได้ ถ้าทุกอย่างราบรื่นจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในช่วงเดือนพ.ค. แต่ช่วงไตรมาส 1 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 จะยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ เข้ามาประคองเศรษฐกิจ จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นแกว่งตัวผันผวนแรง
สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นโลกอัตราผลตอบแทนเริ่มลดลง หลังจากที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องรวมกว่า 68.5% ส่งผลให้มูลค่าหุ้น (Valuation) อยู่ในระดับสูง โดยตลาดสหรัฐฯ ซื้อขายที่ P/E 25 เท่า และญี่ปุ่นปรับขึ้นกว่า 23% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีเริ่มสูงกว่าตลาดหุ้น
ประกอบกับปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายจากการเติบโตของจีดีพีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกคาดว่าจะอยู่เพียง 2.9–3.1% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี แม้ IMF จะปรับตัวเลขขึ้นเป็น 3.3% แต่ยังไม่รวมความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปี ทำให้สภาพคล่องที่เคยหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มหดตัว
นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานและกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง หลังจากหลายประเทศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว ทำให้มีโอกาสเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งแตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา ที่ราคาหุ้นโลกถูกขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องส่วนเกิน โดยมีต้นทางจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย หลายประเทศลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น
“ปี 2569 จีดีพีโลกมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ขณะที่สภาพคล่องจะลดลงจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนจึงเริ่มมีความกังวลตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 และเกิดแรงขายหุ้นที่ราคาปรับขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เม็ดเงินบางส่วนจึงเคลื่อนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น และหันมาลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำ (Valuation ต่ำ) “นายเทอดศักดิ์ กล่าว
