บล.บัวหลวง ปรับเป้าทองเป็น 5,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะทำกำไร-ลดน้ำหนักลงทุน

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ปรับเป้าราคาทองคำปีนี้เป็น 5,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังขึ้นทดสอบระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวขึ้น พร้อมลดน้ำหนักการลงทุน

บล.บัวหลวง มองแนวโน้มราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้ ว่าจากภาพรวมตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าบรรยากาศการลงทุนในสหรัฐฯ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางเชิงบวก โดยจำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ (Net New Highs) บนกระดาน NYSE สามารถทำลายสถิติเดิมเมื่อเดือนกันยายน 2025 ลงได้ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวขึ้นของตลาดที่มีคุณภาพและกระจายตัวดีขึ้น

ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนยังคงไหลเข้าสู่กองทุน ETF หุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีเงินไหลเข้าสูงถึงราว 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สภาพคล่องระดับนี้ช่วยสร้างเกราะป้องกันให้ตลาดมีความยืดหยุ่น(Resilience) ต่อความผันผวนของข่าวลบได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องในฤดูกาลประกาศงบการเงินโดยข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า 76% ของบริษัทที่รายงานแล้วมีกำไรดีกว่าคาด ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการรองรับแรงกระแทก ขณะที่สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเข้มข้นของ
การรายงานงบฯ โดยมีบริษัทใน S&P 500 กว่า 90 แห่งจ่อคิวประกาศผลการดำเนินงาน

ราคาทองคำยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้น (Bullish Momentum) ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยล่าสุดได้ขึ้นทดสอบแนวต้านจิตวิทยาสำคัญที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏชัดเมื่อเครื่องมือ Momentum Tracker พุ่งเข้าสู่ภาวะ Extremely Stretched

แม้เราจะมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวจนทำให้มีการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปีนี้เป็น 5,250 ดอลลาร์ แต่ในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น เราแนะนำให้ใช้จังหวะที่ราคาดีดตัวแรงนี้ ลดน้ำหนักการลงทุน (Trim Positions) เพื่อล็อกผลกำไรและบริหารความเสี่ยง
เนื่องจากภาวะ Overbought ในปัจจุบันสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาด และความผันผวนที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้นในระยะถัดไป

ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก Geopolitical Risk ในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือแม้สถานะการถือครองของนักลงทุนจะยังดูเบาบาง สะท้อนจาก Long-to-Short Ratio ที่ระดับเพียง 1.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 5.4 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดเริ่มเปลี่ยนแปลงไป พิจารณาได้จากโครงสร้างราคาล่วงหน้า (Forward Curve) ที่พลิกจากภาวะ Partial Contango เข้าสู่ Backwardation เมื่อรวมกับความเสี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันมี Short-term Upside Risk จากการเร่งตัวของ War Risk Premium แม้อุปสงค์ที่แท้จริงในตลาดโลกจะยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งนักก็ตาม