HoonSmart.com>>ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) แชมป์ทำกำไรสุทธิสูงสุดในรอบปี 68 รวม 49,565 ล้านบาท แม้ลดลง 0.08% ธนาคารกรุงไทย (KTB) กำไรสุทธิ 48,229 ล้านบาท โต 4.5% SCB กำไรสุทธิ 47,488 ล้านบาท โต 8.1% เฉพาะไตรมาส 4 แบงก์ใหญ่กำไรมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ยกเว้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) กำไรเพียง 7,759 ล้านบาท หุ้นถูกถล่มร่วง 5.87% บล.กรุงศรีฯลดเป้ากำไรปี 69-70 ลง 4-8% หั่นราคาเหลือ 155 บาท เงินปันผลครึ่งหลังปี 68 แค่ 6.50 บาท บล.ฟินันเซียฯมองแบงก์กำไรปี 68 โตจากการลดสำรอง คุณภาพสินทรัพย์ยังดี ส่วนไตรมาส 4 ลดลงตามตามฤดูกาลของการใช้จ่าย
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคารฯมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 49,565 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน ผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 137,152 ล้านบาท ลดลง 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า และสินเชื่อชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23%
ขณะที่มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% และค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity)
สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56% และตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลง 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
ในไตรมาส 4 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 24,825 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ซึ่งเป็นตามฤดูกาลของการใช้จ่าย โดยตั้งสำรองผลขาดทุนตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 10,265 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน
ส่วนอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.20% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 162.75% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.35%
แนวโน้มปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ธนาคารกสิกรไทยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐในโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่
ทางด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคารมีการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพตามยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกำไรรวม 48,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% รักษา ROE ที่ระดับ 10.67% พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครึ่งปีแรก สะท้อนประสิทธิภาพ และผลิตภาพการดำเนินงานในทุกมิติ รวมถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น
กำไรที่เกิดขึ้นมาจากการบริหารพอร์ตสินเชื่อและ Business Mix อย่างรอบคอบ รักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ส่งผลให้สินเชื่อรวมยังคงขยายตัว 0.5% จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อภาครัฐ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและการชำระคืนของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจ Wealth ช่วยผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 3% รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนและกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามภาวะดอกเบี้ยและการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยยึดหลักแก้หนี้อย่างยั่งยืน
ธนาคารสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 40.3% จาก 42.6% พร้อมเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง โดย NPL Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 2.90% จาก 2.99% ณ สิ้นปี 2567 และมี Credit Cost อยู่ที่ระดับที่เหมาะสมที่ 1.14% สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์และยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 203.6%เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการค้าโลก
ทางด้านบริษัทเอสซีบี เอกซ์ (SCB) ประกาศเป้าหมายสำหรับปี 2569 สินเชื่อโตตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำถึงกลาง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ 3.0-3.2% รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ โตตัวเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ระดับต่ำถึงกลางของ 40%
อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ 1.35-1.55%
ทางด้านนางสาว จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบประกาศกำไรสุทธิ ปี 2568 ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีการตั้งสำรองหนี้ลดลง สำหรับไตรมาสที่ 4 ส่วนใหญ่กำไรลดลง ซึ่งไม่ได้ผิดไปจากที่คาดการณ์ เพราะเป็นฤดูกาลที่มีกำไรน้อยที่สุดในรอบปี มีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ธนาคารบริหารจัดการได้ดี ไม่มีนัยสำคัญ และสำรองก็ตั้งมามากแล้วที่ผ่านมา
ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงวิน (กนง.) มีการปรับลดถึง 4 ครั้ง รวมเท่ากับ 1.00% ย่อมส่งผลกระทบต่อกำไร และยังมีการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยในการขยายธุรกิจ มีการปล่อยสินเชื่อลดลง ขณะเดียวกันรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยก็สูงขึ้น จากค่าธรรมเนียม เช่น ขายประกัน บริหารธุรกิจมั่นคั่ง
“หุ้นธนาคารกรุงเทพที่ถูกขายหุ้นออกมามากวันนี้ ราคาหุ้นปิดที่ 160.50 บาท ร่วงลง 10 บาท หรือ -5.87% เพราะกำไรไตรมาสที่ 4 ทำได้เพียงกว่า 7,759 ล้านบาท ลดลงถึง 43.7% จากไตรมาสที่ 3 และ-25.4%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่ากำไรต่ำกว่าตลาดคาด 7% มาจาก 2 ประเด็นคือ รายจ่ายมากกว่าที่คาดการณ์ ธนาคารกรุงเทพแจ้งว่า เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ นอกจากนี้
รายได้ค่าธรรมเนียมก็ลดลงต่ำกว่าคาด ทำให้กำไรไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ได้ห่วงเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์”
ด้านบล.กรุงศรีอยุธยามองว่ากำไรของ BBL ต่ำกว่าที่บริษัทและตลาดคาดการณ์มาก เพราะรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากเงินลงทุน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) จากค่าใช้จ่ายค้างจ่ายของ IT จึงปรับลดกำไรสุทธิ ปี 2569-2570 ลงปีละ 4-8% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ราคาเป้าหมายปีนี้ลดลงเหลือ 155 บาทจากเดิม 180 บาท และปรับคำแนะนำจากซื้อ เป็นถือ เพราะมองว่า
เงินปันผลครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาด เหลือ 6.50 บาท/หุ้น (yield 4%) ก่อนหน้าคาดไว้ 7.50 บาท/หุ้น ทำให้ปันผลปี 2568-2569 คาดที่ 8.50 บาท (yield 5%) ลดลงจากก่อนหน้านี้คาดที่ 9.50 บ./หุ้น และโอกาสการเพิ่มเงินปันผลในปี 2569 น้อย คาดจะเป็นธนาคารที่จ่ายเงินปันผลต่ำที่สุดในกลุ่ม
