HoonSmart.com>>”บางจากฯ” (BCP) สุดยอด ไตรมาส 3/68 พลิกมีกำไรสุทธิ 1,108 ล้านบาท กำไรปกติไม่รวมรายการพิเศษ 3,186 ล้านบาท EBITDA เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 10,269 ล้านบาท สร้างกระแสเงินสดอย่างมโหฬาร ได้กำไรจากธุรกิจโรงกลั่นและค้าน้ำมันหนุนเต็มที่ รวม 9 เดือนปีนี้ กำไรสุทธิ 663 ล้านบาท กำไรปกติ 6,184 ล้านบาท EBITDA 26,600 ล้านบาทจากราคาน้ำมันดิบลดลงมาก “ชัยวัฒน์”ลั่นไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) เปิดเผยผลงานไตรมาส 3/2568 มีกำไรสุทธิ 1,107.90 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.80 บาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 2,093.01 ล้านบาท ขาดทุน 1.61 บาท (YoY)และไตรมาส 2/2568 ที่ขาดทุนสุทธิ 2,560 ล้านบาท (QoQ
รวม 9 เดือนปีนี้กำไรทั้งสิ้น 663.09 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.48 บาท ลดลงจากที่มีกำไรสุทธิ 2,167.51 ล้านบาท หรือ 1.30 บาทต่อหุ้น
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทบางจากสะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และในไตรมาส 3/2568 บริษัท ทริสเรทติ้ง ได้คงอันดับเครดิตองค์กร ไว้ที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนความแข็งแกร่งของสถานะทางธุรกิจและโครงสร้างการเงิน
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก ภายหลังการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ประกอบกับ GRM และยอดขายที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน ได้เปิดใช้ท่าเรือรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (Very Large Crude Carrier: VLCC) ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา จังหวัดชลบุรี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการจัดหาและขนส่งน้ำมันดิบ ตลอดจนยกระดับความสามารถการแข่งขัน รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังมีบทบาทในการสร้างรายได้และโอกาสในการเติบโตที่สำคัญ ซึ่งช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางธุรกิจ สนับสนุนการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลายให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น ส่วนกระบวนการเพิกถอนหลักทรัพย์ของ บริษัท บางจาก ศรีราชา (BSRC) อยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer)
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปีนี้ BCP มี EBITDA เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 10,269 ล้านบาท (>100% QoQ, 43% YoY) และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 3,186 ล้านบาท (>100% QoQ, >100% YoY) โดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มีกำไร 2,891 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนจำนวน 1,736 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน และขาดทุน 1,740 ล้านบาทในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา สร้างกระแสเงินสดได้อย่างมีนัยสำคัญ จากค่าการกลั่นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งอยู่ที่ 7.38 เหรียญ/บาร์เรล ได้รับปัจจัยหนุนจาก Crack Spread ของน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับอัตรากำลังการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 264.9 KBD เพิ่มขึ้น 23.3 KBD เทียบกับไตรมาสก่อนที่โรงกลั่นศรีราชาชะลอการกลั่นเพื่อปรับปรุงหน่วยกลั่นตามแผน และการใช้อัตราการใช้กำลังผลิต 90%
ส่วน 9 เดือนแรกปีนี้ กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 383,780 ล้านบาท (-14% YoY) EBITDA 26,600 ล้านบาท (-20% YoY) และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 6,184 ล้านบาท (43% YoY)จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากเฉลี่ยที่ 83 เหรียญ เป็น 71 เหรียญ/บาร์เรล
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน BCP กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจการตลาดยังคงมีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในตลาดอุตสาหกรรม แม้ค่าการตลาดสุทธิอ่อนตัวลง โดยบางจากฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกไว้ได้ที่ 29% พร้อมเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายค้าปลีกและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ภายใต้แนวคิด “Greenovative Destination for Intergeneration” โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 มีสถานีบริการน้ำมันรวม 2,173 แห่ง จุดชาร์จ EV 502 แห่ง และร้านกาแฟอินทนิลกว่า 1,108 สาขาทั่วประเทศ
ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดมีกำไรลดลงจากการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ และการขายโครงการในญี่ปุ่น แต่ได้รับการชดเชยจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพยังคงรักษากำไรได้จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเฉลี่ยและปริมาณขายที่ลดลงหลังการขายแหล่งผลิต Yme ปลายปีก่อน
ด้านสรุปฐานะการเงิน กลุ่มบริษัทบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 27,248 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 307,306 ล้านบาท หนี้สินรวม 224,331 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นรวม 82,975 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนของบริษัทใหญ่ 57,996 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 1.12 เท่า
ทางด้านบล.กรุงศรีอยุธยา มองลบเล็กน้อยต่อกำไรไตรมาส 3 ที่ออกมาต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด จากการด้อบค่า OKEA ที่สูงกว่าคาด แต่ไม่กระทบต่อกระแสเงินสด และใช้สมมุติฐานน้ำมันต่ำกว่า OKEA โดยทิศทางกำไรยังฟื้นหนุนจากธุรกิจหลักอย่างโรงกลั่นและขาดทุนสต๊อกน้อยลง
แนวโน้มไตรมาส 4 มองค่าการกลั่นฟื้นตัวสูง และ ปี 2569 ฟื้นตัวจากโรงกลั่นปิดซ่อมลดลง และรับรู้ประโยชน์อัพเกรดโรงกลั่นรวมถึงเปิดทำ VLCC เต็มปี รวมถึงมี upside ราว 1,300 ล้านบาท หรือราว 1 บาท/หุ้น จากการ hedging gasoil ไว้ถึงไตรมาส 3/2569 (คาดสเปรดสูงราว 20 เหรียญ/บาร์เรล ประมาณการเราที่ 16 เหรียญ) คงแนะซื้อ ปรับราคาเป้าหมายไปใช้ของปี 2569 ที่ 44 บาท
