KTB เป้าปี 68 หดสินเชื่อเหลือทรงตัว คุม NPLs ต่ำกว่า 3.25% NIM อยู่ที่ 2.9-3.2%

HoonSmart.com>>ธนาคารกรุงไทย (KTB) ตั้งเป้าหมายปี 68 สินเชื่อทรงตัวจากปีก่อนโตกว่า 4.7% คุมเอ็นพีแอลน้อยกว่า  3.25%  เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 2.99% ส่วน NIM อยู่ที่ 2.9-3.2% บล.ฟินันเซียไซรัสมองเป้าหมายเป็นกลาง คงมูลค่าหุ้น 26.50 บาท สินเชื่อต่ำกว่าคาด  หักล้าง NPL coverage target ที่ 170% ลดลงจากปีก่อน ช่วยภาระการตั้งสำรอง credit cost ดีกว่าที่คาดได้  

ธนาคารกรุงไทย (KTB)ตั้งเป้าแผนการดำเนินงานในปี  2568 สาระสำคัฐ คาดสินเชื่อทรงตัว รายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 2.9 -3.2%% มีรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิโต ตัวเลขหลักเดียวต่ำถึงกลาง คุมสัดส่วนเอ็นพีแอลต่ำกว่า  3.25%  และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ต่ำถึงกลาง 40% สำหรับเป้าหมายดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ของธนาคารเบื้องต้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ตามสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ ในปี 2567 ธนาคารกรุงไทยสามารถปล่อยสินเชื่อขยายตัว 4.7%  ลดเอ็นพีแอลลงเหลือ 2.99%

บล.ฟินันเซียไซรัส มองเป้าหมายปี 2568 ของธนาคารกรุงไทยโดยรวมเป็นกลาง เพราะเป้าหมายสินเชื่อที่ทรงตัว ต่ำกว่าที่เราคาด อย่างไรก็ดี มองว่า NPL coverage target ที่ 170% ซึ่งลดลงจากปีก่อน จะทำให้ภาระการตั้งสำรอง credit cost ดีกว่าที่คาดได้ สองปัจจัยนี้อาจจะหักล้างกันแล้วไม่มีผลต่อประมาณการของเรา

จึงยังคงแนะนำซื้อ KTB เป้าหมาย 26.50 บาท จากคาดการณ์ ROE ระดับ 10% ซึ่งสูงสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่

ด้านการซื้อขายหุ้นวันที่ 1 เม.ย. 2568  นักลงทุนหันกลับมาไล่ซื้อหุ้นธนาคารขนาดใหญ่  นำโดย KBANK  ปิดที่ 163.50 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาทหรือ 1.24% ส่วน KTB  ปิดที่ 24.20 บาท บวก  0.10 บาท  คาดว่ากำไรจะเติบโตดีในไตรมาสแรกปีนี้ ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท  ส่วนศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจราว 3 หมื่นล้านบาท

ทางด้านฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเทศไทย ชี้ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังเปราะบาง ไม่ได้มีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญและหนี้สินครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ของอุตสาหกรรมจำนำทะเบียนรถถดถอยลง เชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 น่าจะส่งผลดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในด้านต้นทุนการเงิน และอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ

“ฟิทช์ เชื่อว่าคุณภาพสินทรัพย์ จะยังคงเป็นจุดอ่อนของอุตสาหกรรมในปี 2568 แม้จะมีการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน และมีการประกาศใช้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ และลดระดับหนี้สินครัวเรือน”ฟิทช์ระบุ