HoonSmart.com>> ส.อ.ท.ชี้โลกกำลังเผชิญความท้าทายหลากหลาย ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และปัญหาสิ่งแวดล้อม ไทยต้องปรับตัว ภายใต้นโยบาย ‘ONE FTI’ เพื่อพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมไทย โดยมุ่งเน้นทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิมและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงและเจอกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า สงครามทางเทคโนโลยี หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องรับมือและปรับตัวโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมจับมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วยการสานต่อการดำเนินงานในวาระปี 2567-2569 ภายใต้นโยบาย “ONE FTI” (ONE Vision, ONE Team, ONE Goal) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเดิม (First Industries) ประกอบด้วย 47 กลุ่มอุตสาหกรรม (11 คลัสเตอร์) 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด (5 ภาค/คลัสเตอร์จังหวัด) ไปพร้อมๆ กับการยกระดับสู่อุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-GEN Industries) ที่ประกอบด้วยอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curves) การพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) หรือ BCG
รวมทั้งการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศด้านสังคม เศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างความร่วมมือไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทย เพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานวาระนี้”
ทั้งนี้ การดำเนินงานของ ส.อ.ท. มีการวางยุทธศาสตร์ไว้ 5 ด้าน คือ 1. Industry Collaboration ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง 2. First 2 Next-Gen Industry ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคต 3. Smart SMEs ยกระดับ SMEs สู่สากล 4. Smart Service Platform พัฒนาการบริการเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย และ 5. Sustainability, Achieve ESG ส่งเสริมอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน
จากผลการดำเนินงานในปี 2567 ส.อ.ท. ได้ผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในหลายด้าน ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ (Position paper) เพื่อให้รัฐบาลใช้เป็นกรอบการทำงาน ส่งเสริมโครงการ 1 อุตสาหกรรม 1 จังหวัด พร้อมแก้ปัญหาอุปสรรคในธุรกิจ เช่น ค่าไฟฟ้าและการส่งออกสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและผลักดันอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agricultural Industry) และจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น กลุ่มการบินและอวกาศ (Aerospace Industry Club) และจัดตั้ง 4 คลัสเตอร์ใหม่ ได้แก่ ปิโตรเคมี ยานยนต์สมัยใหม่ สุขภาพและความงาม และวัสดุก่อสร้าง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่งและพร้อมแข่งขันในระดับโลก
ในส่วนของ First 2 Next-Gen Industry ส.อ.ท. ได้ยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผ่านโครงการอินโนเวชั่่นวัน (Innovation ONE) ที่่ได้รับการสนับสนุุนจากกองทุุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุุนส่งเสริม ววน.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่่อพัฒนาธุุรกิจนวัตกรรมสตาร์ทอัพไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงภาคอุตสาหกรรมรายสาขาของประเทศ โดยได้รับการสนับสนุุนในงบประมาณภายใต้วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดย 1 ปีที่่ผ่านมา โครงการกองทุุนอินโนเวชั่่นวันได้พิจารณาการสนับสนุุนทุนให้แก่ผู้ประกอบการมากกว่า 360 ล้านบาท
ด้าน Smart SMEs ส.อ.ท. ส่งเสริมและพัฒนา SMEs ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.GO Digital & AI: ผลักดัน SMEs สู่ดิจิทัลกว่า 1,700 ราย ผ่านโครงการ igital One เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2.GO Innovation: ส่งเสริม SMEs กว่า 300 รายให้เป็นองค์กรนวัตกรรม ด้วยการเข้าถึงงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม 3.GO Green: ปรับตัว SMEs สู่ธุรกิจสีเขียวกว่า 351 ราย พร้อมสนับสนุนแนวทาง ESG และการรับรองสิ่งแวดล้อม เช่น Eco Label และ 4.GO Global: เตรียม SMEs กว่า 600 รายสู่ตลาดในและต่างประเทศ โดยสนับสนุนการผลิตสินค้ามาตรฐานสากลและเข้าร่วมงานแสดงสินค้า
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Service Platform เพื่อยกระดับการให้บริการสมาชิก โดยในปี 2567 ส่งเสริมช่องทางการค้าขายออนไลน์ผ่าน FTI e-Business Platform เกิดการจับคู่ธุรกิจ B2B และ B2B2C จำนวน 500 บริษัท
พัฒนา FTI Academy พร้อมหลักสูตร Upskill และ Reskill 83 หลักสูตร มีผู้ลงทะเบียนเรียนกว่า 15,704 คน
เพิ่มความมั่นใจในสินค้าไทยด้วยระบบรับรอง Made in Thailand (MiT) ออกใบรับรองแล้วกว่า 57,622 SKU และมีผู้ลงทะเบียนในระบบ 5,577 บริษัท
ด้าน Sustainability, Achieve ESG ส.อ.ท. ได้ยกระดับโรงงานอุุตสาหกรรมด้วยระบบการรับรองมาตรฐานที่่เป็นมิตรกับสิ่่งแวดล้อม อาทิ Eco Factory และ Water Footprint โดยปัจจุุบันมีโรงงานที่่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Eco Factory รวม 516 ใบรับรอง โดยในปี 2567 มีโรงงานได้รับการรับรองใหม่จำนวน 95 แห่ง สำหรับการรับรอง Water Footprint มียอดสะสมรวม 400 ผลิตภัณฑ์ย่อยจาก 77 บริษัท โดยในปี 2567 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง รวมทั้งสิ้น 16 ผลิตภัณฑ์