4 โบรกฯคาดหุ้นไทย Q2 แกว่งไซด์เวย์ หวังตัวช่วยประคองตลาด เชียร์ 28 หุ้นเด่น

HoonSmart.com>>ดัชนี SET ปิดไตรมาส 1/68 ร่วง 17.29% จากสิ้นปี 67 ต่างชาติขายหนัก 39,867 ล้านบาท  4 โบรกมองไตรมาส 2 ไซด์เวย์ขึ้น/ลงไม่มาก หวังแรงซื้อหุ้นคืน-กองทุน TESGX-กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดดอกเบี้ย-ผ่อนคลาย LTV-แจกเงินดิจิทัล สู้สหรัฐขึ้นภาษี กรอบล่าง 1,110 ด้านบน 1,320  เชียร์ TTB, KTB, CRC, CPN, BDMS, IVL, MINT, FM, TOP, PTTGC, CPF, GPSC, BH, LHHOTEL, BCP, TCAP, BTG, ERW, CCET, MONO, BA, BBL, CPALL, MTC, NSL, PR9, SEAFCO, SHR

ดัชนี SET ปิดไตรมาส 1/2568 ที่ระดับ 1,158.09 จุด ลดลง 242.12 จุด หรือ -17.29% จากสิ้นปี 2567 (30 ธ.ค.2567) ปิดที่ระดับ 1,400.21 จุด

สาเหตุที่ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลงในไตรมาส 1/2568 มาจากนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 39,867.24 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 10,026.32 บาท สถาบันขายด้วย  5,155.56 ล้านบาท ด้านนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 55,049.12 ล้านบาท

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2 คาดว่าจะเคลื่อนไหวไซด์เวย์ในลักษณะทรงตัว หากปรับตัวลงก็ไม่มาก เนื่องจากตลาดอยู่ในโซนล่างอยู่แล้ว ท่ามกลางไร้ปัจจัยขับเคลื่อน ซึ่งตลาดยังมีโอกาสปรับขึ้นได้แต่ก็ไม่แรง มองเป็นช่วงเวลาสินทรัพย์เสี่ยงลำบาก สินทรัพย์ปลอดภัยได้เปรียบ โดยเฉพาะพันธบัตรต่าง ๆ นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูสงครามการค้าในเดือนเม.ย.จะรุนแรงมากขึ้นแค่ไหน โดยเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ ตลาดหุ้นโลกอ่อนแอ แต่ Emerging Market จะแข็งแกร่งกว่า จาก Valuation อยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ นักลงทุนควรแบ่งพอร์ตลงทุนเป็น 50% ลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างทองคำ พันธบัตร ถือเงินสด ส่วนอีก 50% ของพอร์ตลงทุนให้ไปลงทุนทาง Emerging Market โดยไม่ให้น้ำหนักตลาดพัฒนาแล้ว และในส่วนนี้จัด 25% ไปลงทุนหุ้น Defensive เพื่อความปลอดภัย โดยมองกรอบบนไว้ที่ 1,230 จุด แต่ด่านสำคัญ 1,320 จุด ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะผ่านไปได้ ส่วนด้านล่างให้ไว้ที่ 1,160 จุด กรณีเลวร้ายจะอยู่แถว 1,100 จุด

หุ้นที่น่าสนใจลงทุนในไตรมาส 2 เป็นหุ้นในกลุ่ม Deep Value Global คือ หุ้น TOP, PTTGC และหุ้นในกลุ่ม Deep Value Domestic คือ CPF, GPSC ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล แนะนำหุ้น BH, BDMS และกองรีท แนะนำ LHHoTEL รวมถึงแนะนำหุ้น BCP, TCAP

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ไตรมาส 2 มองตลาดน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีตัวช่วยจากโครงการซื้อหุ้นคืน กองทุน TESGX ที่เริ่มรับการโยกย้ายจาก LTF และมองสภาพคล่องน่าจะดีขึ้น จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลด QT ในอัตราที่น้อยลง ทำให้สภาพคล่องลดช้าลง และการที่รัฐบาลสหรัฐเพดานหนี้เต็ม ทำให้ไม่สามารถออกพันธบัตรได้ ก็จะใช้เงินอย่างเดียว

อย่างไรก็ดี ให้ติดตามการตอบโต้สงครามการค้า และสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมให้กรอบดัชนีฯเคลื่อนไหวในไตรมาส 2 อยู่ที่ 1,100-1,270 จุด โดยหุ้นที่จะลงทุนในไตรมาส 2 ควรเป็นหุ้นที่เน้นลงทุนระยะกลาง-ยาว ซึ่งเลือกหุ้นในกลุ่มสื่อสาร และหุ้นปันผล โดยให้ Top Pick ไว้ที่หุ้น TTB, KTB, CRC, CPN, BDMS, IVL, MINT, FM

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ไตรมาส 2 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลายอย่าง นโยบายภาษีของ”ทรัมป์”น่าจะเริ่มประเมินกันได้แล้ว และมีโอกาสที่จะเห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนมิ.ย. ส่วนในประเทศคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามา โดยเฉพาะกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วง Low Season และในเดือนพ.ค.จะมีการโยกจากกองทุน LTF ไปยังกองทุน TESGX ซึ่งจะช่วยลดแรงขาย และอาจเห็นเม็ดเงินใหม่เข้ามาได้ โดยให้กรอบแนวรับ 1,150 จุด คิด P/E 12 เท่า แต่ upside จะขึ้นได้มากแค่ไหนอยู่ที่ปัจจัยบวก แนวต้านให้ไว้ที่ 1,280 จุด

ทั้งนี้ หุ้นที่น่าสนใจลงทุนมองเป็นหุ้นที่อยู่ในโซนล่าง และมีพัฒนาการบวกจากกำไร โดยแนะสะสมหุ้นในกลุ่มอาหาร จากราคาเนื้อสัตว์เริ่มฟื้นตัว น่าสะสมหุ้น BTG กลุ่มโรงแรมไตรมาส 2 เป็นช่วง Low Season แต่มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวแอบกระตุกได้ ซึ่งหุ้นที่ลงไปมากแล้วระดับหนึ่งเป็นหุ้น ERW กลุ่มโรงพยาบาลแนะนำ BH ปัจจุบันเทรด P/E 18 เท่า ซึ่งไม่เห็นมานานแล้ว แม้กำไรไตรมาส 1 จะไม่ดี แต่ราคาหุ้นลงมามาก ก็ค่อย ๆ สะสมได้

หุ้น CCET ไตรมาส 4 มาร์จิ้นหดจนคนตกใจ แต่ไตรมาส 1 กำไรน่าจะกลับมา หุ้น MONO ควรมีติดพอร์ตลงทุนไว้ น่าสนใจที่กลางปีจะถ่ายทอดพรีเมียร์ลีก ซึ่งปีนี้ได้สิทธิ์ต่อจาก TRUE และผู้จัดช่อง 3 ย้ายมาช่วยงาน MONO หนังไทยใน MONO น่าสนใจมากขึ้น

บล.ฟินันเซีย เปิดกลยุทธ์ลงทุนช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 ยังต้องจับตานโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์จะกระทบต่อสินค้าส่งออกไทยหรือไม่ โดยคาดว่าหากส่งออกไทยไปสหรัฐลดลง 1% จะกระทบจีดีพีไทยราว 0.1% อีกทั้งเรามีมุมุมองระมัดระวังต่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2 ปี 2568 หลังเฟดได้ปรับลดคาดการณ์จีพีดีสหรัฐขณะที่ปรับอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทำให้เชื่อว่าตลาดจะกล้วการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะถัดไป

อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยในประเทศช่วยหนุนตลาด อาทิ การผ่อนคลาย LTV, แนวโน้มดอกเบี้ยที่ยังมีโอกาสปรับลง, แจกเงิน digital Wallet, กองทุน THAI ESGX, โครงการซื้อหนี้เสียโดยภาครัฐ รวมถึงคาดงบไตรมาส 1 ปี 2568 ของกลุ่มแบงก์จะเพิ่ม q-q และทรงตัว y-y โดยยังคงเป้า SET index ปี 2568 ที่ 1,390 จุด หุ้น top picks คือ BA BBL BTG CPALL MTC NSL PR9 SEAFCO และ SHR