HoonSmart.com>>”ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” (MINT) โชว์กำไรงวดปี 67 ทะยาน 7,750 ล้านบาท เติบโต 43% รับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารดีขึ้นตามการท่องเที่ยวทั่วโลก กวาดรายได้ 166,034 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% มั่นใจปี 68 เติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้โต 6-8% จนถึงปี 70 กำไรสุทธิจากการดำเนินงานโต 15-20%
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดปี 2567 มีกำไรสุทธิ 7,750.22 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.06 บาท เพิ่มขึ้น 43% จากปี 2566 กำไรสุทธิ 5,407.05 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.65 บาท
บริษัทฯ มีกำไรเติบโตโดดเด่นในปี 2567 แสดงถึงแนวโน้มกำไรเติบโตที่แข็งแกร่งและความแข็งแกร่งทางการที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 มีรายได้จากการดำเนินงานเติบโต 8% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 166,034 ล้านบาท เป็นผลาจากผลการดำเนินงานของโรงแรมและร้านอาหารดีขึ้น การท่องเที่ยวทั่วโลกเฟื่องฟูและความสำเร็จของกลยุทธ์การกำหนดราคา ส่งผลให้รายได้เฉลี่ต่อคืน (RevPar) ในยุโรปและเอเซียเพิ่มขึ้น และการเปิดโรงแรมแห่งใหม่ทำให้ผลการดำเนินงานของโรงแรมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน จำนวนลูกค้าและยอดขายที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยและสิงคโปร์ เป็นผลมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แคมเปญการตลาด การขยายสาขา และการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ผลักดันให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโต กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อม (Core EBITDA) เพิ่มขึ้น 4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 44,572 ล้านบาท
อัตราการเติบโตต่ำกว่ารายได้ เนื่องจากการปรับปรุงบัญชีในด้านบวก ณ สิ้นปี 2565 รวมไปถึงการลงบัญบัญชีด้านต้นทนของโอ้คส์ตามมาตรฐานบัญชี IFRS 16 กำไรจากการดำเนินงานงานอยู่ที่ 8,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นเป็น 5.1% จากความสามารถในการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนทางภาษียกมา
สำหรับงวดไตรมาส 4 ปี 2567 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานเติบโต 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 41,757 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากรายได้เฉลี่ยต่อห้องต้องของโรงแรมที่สูงขึ้น ยอดขายโดยรวมทุกสาขา (TSS) ของธุรกิจร้านอาหาร และการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจของบริษัทโดยรวม ทั้งนี้ การปรับปรุงบัญชีในด้านบวก ณ สิ้นปี ซึ่งถูกบันทึกในไตรมาส4 ปี 2566 ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักคลอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อม ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 10,949 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงจากการลดหนี้และการบริหารจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มผลกำไร ทำให้กำไรจากการดำเนินงานงานเพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 2,876 ล้านบาท
หากนับรวมรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวตามรายละเอียดในภาคผนวก บริษัทมีรายได้และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมตามที่รายงานในปี 2567 เพิ่มขึ้น 8% และ 8% ตามล่าดับ อยู่ที่ 166,409 ลำนบาท และ 44,441 ล้านบาท ตามลำดับ กำไรตามที่รายงานเพิ่มขึ้นขึ้น 43% เมื่อเทืยบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 7,750 ล้านมาท เนื่องมาจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการป้องกันความเสี่ยงและตราสารอนุพันธ์
ในไตรมาส 4 ปี 2567 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทืยบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 41,936 ลำนบาท ในขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 11,895 ล้านบาท กำไรตามที่รายงานเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าอยู่ที่ 3,632 ลำนบาท เมื่อเทียบกับในปี 2566 ที่ 984 ล้านบาท โดยหลักมาจากกำไรจากอัตราแลกแลกเปลี่ยนจากการป้องกันความเสี่ยงและตราสารอนุพันธ์ที่ถูกบันทึกไว้ เมื่อเทียบกับการขาดทุนในปีก่อน
ทั้งนี้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรหลัก โดยมีกำไรคิดเป็น 70% ของกำไรจากกการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567
สำหรับปี 2568 MINT ยังคงมั่นใจในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนของกิจกรรมการเดินทางทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นและโครงการเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ตลาดหลักอย่างยุโรปและประเทศไทยมีแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าพักแข็งแกร่ง คาดการ์อัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ในช่วงปี2567-2575 ทีระดับเลขหลักเดียวตอนกลางสำหรับยุโรป และระดับเลขหลักเดียวตอนสูงสำหรับประเทศไทย ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากยอดจองล่วงหน้าในไตรมาสแรกของปี 2568 ที่เพิ่มขึ้น 5% ในยุโรป และ 9% ในประเทศไทย
ภายใต้แผนระยะสามปี (2567-2570) MINT ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ต่อปีที่ 6-8% และการเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่ 15-20% โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของอัตรากำไรที่สูงขึ้นจากประสิทธิภาพการด่าเนินงานที่ดีขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมจากการรับจ้างบริหารโรงแรมและแฟรนไซส์ร้านอาหาร เราตั้งเป้าที่จะบรรลุผลตอบแทนจากเงินลงทุนให้สูงกว่า 12% พร้อมเร่งขยายธุรกิจในรูปแบบบที่ลดการลงทุนในสินหรัพย์ถาวร (Asset-ight) โดยตั้งเป้าให้มีโรงแรมมากกว่า 850 แห่งและร้านอาหาร 4,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2570 ลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ต่างๆ ในกลุ่ม