KAsset ร่วม “เจพีมอร์แกน” เปิดงานวิจัย มอง 10-15 ปี “หุ้นไทย” ยีลด์เฉลี่ย 5% ต่อปี

HoonSmart.com>>”บลจ.กสิกรไทย” (KAsset) ร่วมมือ J.P. Morgan Asset Management เปิดตัวบทวิจัย KCMA ไกด์ไลน์ช่วยนักลงทุนจัดสินทรัพย์ในระยะยาว พร้อมเผยงานวิจัย 10-15 ปีข้างหน้า คาดผลตอบแทนจากหุ้นทั่วโลกเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ส่วนหุ้นไทย 5% ต่อปี แนะกลยุทธ์กระจายลงทุนหลายสินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมรับมือปีนี้ “หุ้นทั่วโลก” ผันผวนจาก “ทรัมป์” ส่วน “หุ้นไทย” ชูจุดเด่นปันผลสูงติดท็อปโลก

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย เปิดตัวบทวิจัย “KAsset Capital Market Assumptions” (KCMA) ประจำปี 2568 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือกับ J.P. Morgan Asset Management เพื่อนำเสนอมุมมองเชิงลึกที่ครอบคลุมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ผลตอบแทน และความเสี่ยงของสินทรัพย์กว่า 100 ประเภท ในระยะเวลา 10-15 ปีข้างหน้า พร้อมด้วยกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) และโซลูชันการลงทุนตามช่วงอายุ (Life Path Solutions) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

“งานวิจัยนี้เผยให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างหลายประการ เช่น ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และภาระหนี้ครัวเรือนสูง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อผลตอบแทนการลงทุนในตลาดการเงิน ทั้งในและต่างประเทศ”นายวิน กล่าว

สำหรับแนวโน้มผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนใน 10-15 ปีข้างหน้าจากสินทรัพย์ทั่วโลก งานวิจัยได้คาดการณ์ผลตอบแทนจากหุ้นทั่วโลกเฉลี่ยประมาณ 6-7% ต่อปี ส่วนหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี บนคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเฉลี่ย 2.4% และผลตอบแทนจากตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 2.8% ต่อปี ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือก หุ้นนอกตลาด (Private Equity) ผลตอบแทนสูง 8-9% ต่อปี ถือว่าน่าสนใจนำมาจัดพอร์ตกระจายลงทุนระยะยาว รวมถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน

“ในส่วนของตลาดหุ้นไทยมีจุดเด่นจ่ายเงินปันผลสูง อยู่ในอันดับท็อปๆ ของโลก คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 4% ต่อปี จึงหนุนให้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 5% ซึ่งการลงทุนในหุ้นไทยแนะนำเลือกหุ้นปันผลสูง ช่วยสร้างรายได้จากเงินปันผลและ มูลค่าหุ้นอาจไม่แพง โดยมีหุ้นที่ปันผลสูงในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร พลังงานและกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หลายตัวก็ผลตอบแทนปันผลสูง 8-10% กองทุนโครงสร้างพื้นฐานบางตัวก็สูงถึง 10% ก็มี ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์อยู่ที่ปันผล”นายวิน กล่าว

สำหรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปี 2568 นี้ ทางบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย คาดการณ์ไว้ที่ 1,520 จุดและจีดีพีเติบโต 2.3-2.4% โดยเศรษฐกิจเติบโตมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ปัจจัยที่ยังเป็นข้อจำกัดคือ การส่งออกที่อาจถูกกระทบจากสงครามการค้า การบริโภคในประเทศที่ยังมีข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนสูง ดังนั้นต้องหวังแรงส่งจากภาครัฐและในอนาคตไทยต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตสินค้าและการบริการ มีธุรกิจใหม่อื่นๆ ช่วยลดการพึ่งภาครัฐ ท่องเที่ยวและการบริโภค ขณะเดียวกันต้องดูแลหนี้ครัวเรือนให้ดีและให้คนไทยมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย

นายวิน กล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของนายโดนัลล์ ทรัมป์ว่า ความรุนแรงด้านสงครามทางการค้าน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ จึงเห็นตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นมาใน 1-2 วันที่ผ่านมาหลังรับตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกังวลน้อยลง ซึ่งมีข่าวดีที่ทรัมป์อยากกดเงินเฟ้อลดลง โดยผลิตน้ำมันมากขึ้น ถือเป็นข่าวดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ข่าวที่กังวลคือความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน อาจทำให้ความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ในภาพระยะสั้น

อย่างไรก็ตามในมุมบลจ.กสิกรไทยมองว่าทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯไปต่อได้ ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยยังเป็นขาลง กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต ซึ่ง 3 ปัจจัยนี้จะหนุนให้หุ้นสหรัฐฯไปต่อได้ แต่อาจไม่เท่าปี 2567 ที่ปรับตัวขึ้นสองหลัก แต่อาจเห็นตัวเลขหลักเดียวในปีนี้ จึงแนะนำกระจายการลงทุนทั่วโลกในหลายสินทรัพย์

นายวิน กล่าวว่า นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series เป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ซึ่งมีการกระจายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก โดยผลตอบแทนกองทุนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ลงทุนด้วยความสบายใจ ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งผลตอบแทนอาจไม่ได้มากนัก เพราะมองแนวโน้มหุ้นโลก ซึ่งมีมูลค่าที่แพง ทำให้จากนี้ไป 10 ปีข้างหน้า ผลตอบแทนหุ้นโลกอาจไม่มากเท่าอดีตที่ 8-9% ต่อปี แต่เหลือ 6-7% ต่อปี ขณะเดียวกันผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจไม่ถึงสองหลักเหมือนปีที่ผ่านมา อาจเห็นเลขหลักเดียว ขณะเดียวกันในพอร์ต K-WealthPLUS ลงทุนในหุ้นไทยเพียง 2% เท่านั้น

“การลงทุนในปีนี้คาดว่าจะมีความผันผวน มองระยะเวลาการลงทุนต้องนานขึ้นอย่างน้อยเกิน 5 ปี เพราะไม่ว่าทรัมป์จะพูดอะไรเซอร์ไพร์สตลาด ประกอบกับหุ้นสหรัฐขึ้นมามากแล้ว การลงทุนในปีนี้จึงเน้นพอร์ตหลักระยะยาว หากไม่กล้าลงทุนมากเพราะกลัวหุ้นขึ้นเยอะ ก็อาจแบ่งเงินทยอยลงทุนและไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของตลาด”นายวิน กล่าว

ทั้งนี้ บทวิจัย KCMA นี้เป็นการต่อยอดจากบทวิจัย “Long-Term Capital Market Assumptions” (LTCMAs) ของ J.P. Morgan Asset Management ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน บลจ.กสิกรไทย จึงได้พัฒนาบทวิจัย “KAsset Capital Market Assumptions” (KCMA) ขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนไทยโดยเฉพาะ บทวิจัยนี้ครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจระยะยาวในอีก 10-15 ปีข้างหน้าอย่างครบถ้วน รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนของสินทรัพย์กว่า 100 ประเภททั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ บทวิจัย KCMA เป็นผลงานที่เกิดจากความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานร่วมกันของทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 คน จาก 4 ทีมบริหารการลงทุนหลักทั้งจาก บลจ.กสิกรไทย และ J.P. Morgan Asset Management

“บทวิจัย KCMA จัดทำขึ้นเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนสถาบัน ผู้จัดการกองทุน และที่ปรึกษาทางการเงิน สามารถจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation) และการบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย ได้นำกรอบบทวิจัยมาใช้ในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแบบกระจายในหลากหลายสินทรัพย์ เช่น กองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series และการวางแผนการจัดสรรสินทรัพย์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกลุ่มช่วงอายุของสมาชิก (Life Path Solution) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างยั่งยืน” นายวินกล่าว

นายวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปิดตัวบทวิจัย KCMA ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการลงทุนในประเทศไทย ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากบทวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว