ตลาด DR โตมูลค่าแตะ 3 หมื่นลบ. – KGI ส่ง 2 ตัวใหม่ลุยธุรกิจ AI ไต้หวัน

HoonSmart.com>>”ตลาดหลักทรัพย์” เผยภาพรวมลงทุน DR เติบโต มูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท สิ้นปี 67 มีจำนวน DR 67 หลักทรัพย์ เพิ่มทางเลือกนักลงทุนไทย ซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ง่ายผ่านตลาดหุ้นไทย ด้าน “บล.เคจีไอ” เปิดตัว 2 DR ใหม่ “TaiwanAI13 – TaiwanHD13” ลงทุนธุรกิจ AI ไต้หวัน ผ่านกองทุน ETF ในไต้หวัน ชูทางเลือกกระจายลงทุน หุ้น AI-หุ้นปันผลสูง พร้อมเติบโตไปกับอุตสาหกรรม AI ของโลก หนุนเศรษฐกิจไต้หวันเติบโตแข็งแกร่ง “บริษัทจดทะเบียน”จ่ายเงินปันผลสูง

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KGI) เปิดตัว Depositary Receipt หรือ “DR” ได้แก่ “TaiwanAI13” และ “TaiwanHD13” เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 โดย TaiwanAI13 เปิดตลาดที่ราคา 10.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.16 บาท หรือ 1.89% และ TaiwanHD13 เปิดที่ 25.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 1.19%

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt) หรือ DR มีการเติบโตอย่างมาก ณ สิ้นปี 2567 มีจำนวน 67 หลักทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวม 3 หมื่นบาท เติบโต 70% จากปีก่อนหน้าและมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 245 ล้านบาท/วัน เพิ่มขึ้น 80% ซึ่ง DR เป็นโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยในไทยได้ลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่านการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย

“TaiwanAI13 และ TaiwanHD13 ช่วยให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นปันผลในตลาดหุ้นไต้หวันผ่าน DR ทั้ง 2 ตัว บนกองทุนอีทีเอฟที่ไต้หวัน ออกโดยบล.เคจีไอ เพิ่มโอกาสการลงทุนของผู้ลงทุนไทยได้เข้าถึงหุ้นไต้หวันได้ง่ายและสะดวกขึ้น”นายอัสสเดช กล่าว

ด้านดร.จื้อ-หง หลิน กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทออก Depositary Receipt หรือ “DR” มาพร้อมกัน 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ “TaiwanAI13” สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ของโลก และ “TaiwanHD13” เหมาะกับการลงทุนระยะยาวไปกับเศรษฐกิจไต้หวัน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเศษฐกิจไต้หวันเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยปีที่แล้วนิตยสาร Forbes จัดให้ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความร่ำรวยอันดับที่ 14 ของโลก โดยพิจารณาจากค่า GDP ต่อประชากร การเติบโตนี้ขับเคลื่อนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ทั่วโลก โดยไต้หวันซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลกใน AI Supply Chain ได้แก่ ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีผลิตชิพ Semiconductor นำโดยบริษัท TSMC ที่ผลิตชิพประมวลผลที่ทันสมัยที่สุดในโลก และยังมีบริษัทชั้นนำที่ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยความจำ แผงวงจร เป็นต้น

“ตลาดหุ้นไต้หวันจึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากนักลงทุนทั่วโลก อย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวันของนักลงทุนต่างชาติมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะข้อจำกัดการถือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของไต้หวันซึ่งถือว่าเป็นการเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จึงเป็นสาเหตุว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวันทางอ้อมผ่านกองทุนอีทีเอฟจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีสภาพคล่องสูง”

บล.เคจีไอ ได้มีการออก DR 2 หลักทรัพย์ลงทุนในกองทุนอีทีเอฟที่ตลาดหุ้นไต้หวัน ประกอบด้วย

1) “TaiwanAI13” เป็น DR ที่ลงทุนในกองทุนอีทีเอฟ KGI Taiwan Premium Selection AI 50 ETF (รหัส 00952.TW) โดยเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นแนวหน้าของยุคแห่ง AI Revolution โดยแบ่งเป็น 4 เสาหลักของการพัฒนา AI

Data: ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง รวบรวมฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งจะถูก AI algorithm นำไปใช้ประมวลผลต่อ โดยบริษัทเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจการวิเคราะห์ฐานข้อมูล (Data analytic and data mining) และการให้บริการจัดเก็บฐานข้อมูล (Data storage solution)

Computing Power: ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาและผลิตอุปกรณ์ชิพที่ใช้ขับเคลื่อนการประมวลผลของ AI เป็นบริษัทที่ผลิตชิพ GPU (Graphic Processing Unit) และ TPU (Tensor Processing Unit) รวมทั้งระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง

Algorithms: ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาการอัลกอริทึมในการพัฒนา AI เป็นบริษัทที่ค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับ Machine Learning และ Deep Learning

Applications: ลงทุนในบริษัทที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้พัฒนาเป็นโซลูชั่นผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ

2) “TaiwanHD13” เป็น DR ที่ลงทุนในกองทุนอีทีเอฟ KGI Taiwan Premium Selection High Dividend 30 ETF (รหัส 00915.TW) ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ปันผลสูงในไต้หวัน และได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่เติบโตของไต้หวัน โดยกองทุนนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในบรรดากองทุนประเภทปันผลสูงในไต้หวัน 2 ปีติดต่อกัน โดยมีผลตอบแทน 60.9% ในปี 2566 และ 22.6% ในปี 2567

ด้านนายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บล.เคจีไอ กล่าวว่า ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไต้หวัน เนื่องจากเศรษฐกิจมีการเติบโตแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่ง GDP ไต้หวัน หลังเกิดโควิดเติบโตอย่างต่อเนื่องและล่าสุดอยู่ที่ 4.5% ซึ่งชะลอตัวลง แต่ยังคาดการณ์การเติบโตได้ต่อเนื่องเฉลี่ย 4-5% นอกจากนี้ตลาดหุ้นไต้หวันเป็นตลาดที่มีการจ่ายเงินปันผลที่สูง

สำหรับกองทุนอีทีเอฟ KGI Taiwan Premium Selection High Dividend 30 ETF ที่ DR TaiwanHD13 ลงทุนอยู่ในปี 2024 ที่ผ่านมา มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงถึง 12% และราคาหน่วยลงทุนปรับตัวขึ้นถึง 20% ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟที่นักลงทุนไต้หวันมีการลงทุนอยู่ค่อนข้างมาก เพราะนอกจากได้ส่วนต่างกำไรจากการลงทุนแล้วยังได้รับเงินปันผลที่สูง โดยพอร์ตการลงทุนเน้นหุ้นปันผลสูง มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยี 42.1% และที่เหลือกระจายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจการเงิน 28.2% อสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ

ส่วน TaiwanAI13 โฟกัสหุ้นชั้นนำที่เกี่ยวข้อง AI จำนวน 50 ตัว ผ่านการลงทุนในกองทุนอีทีเอฟ KGI Taiwan Premium Selection AI 50 ETF ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าลงทุนในหุ้นไต้หวัน ซึ่งมีหุ้นซัพพลายเชนจำนวนมาก

“ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไต้หวันเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ปรับตัวขึ้นได้แรงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหนุน เป็นผู้ผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีซัพพลายเชน ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ บล.เคจีไอ จึงออก DR ทั้ง 2 ตัว เพื่อเป็นทางเลือกให้นักลงทุนไทยได้กระจายการลงทุนในหุ้นไต้หวัน นอกเหนือจากลงทุนในหุ้นไทยที่เน้นหุ้น Value ราคาถูก ส่วนหุ้นไต้หวันเน้นหุ้นเติบโต (Growth) “นายเจนวิทย์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI มองว่าตราบใดที่กระแสเงินลงทุนในธุรกิจ AI ยังมีอยู่ มีการพัฒนาและวิจัยต่อ การระดมทุนและตลาดหุ้นก็น่าจะดึงเม็ดเงินได้อีกมากและไต้หวันก็ยังเรียกกระแสจากนักลงทุนได้มากเช่นกัน นอกจากนี้ทั่วโลกจับตา NVDIA ที่จะออกชิปรุ่นใหม่ ทำงานได้เร็วขึ้นกว่ารุ่นเก่า หากมีการตอบรับที่ดีไต้หวันก็จะได้ประโยชน์

ส่วนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯกับจีนนั้น มองว่า นโยบายแต่ละประเทศมีเวลาปรับตัวและรับมือ อาจมีการเจรจาหลังบ้านแล้ว ขณะที่ไต้หวันเองยังมีความสัมพันธ์ที่ดีและยังชูโรงด้วยความก้าวหน้าด้าน AI ซึ่งมองว่าราคาหุ้นไต้หวันก็น่าจะรับรู้สงครามการค้าของทรัมป์ในราคาหุ้นแล้ว

นายเจนวิทย์ กล่าวว่า ในปี 2568 นี้ บล.เคจีไอมีแผนออก DR เพิ่มอีก 2-3 ตัว ยังคงเน้นอ้างอิงหุ้นในตลาดฮ่องกงและไต้หวัน จากปัจจุบันมีจำนวน 5 ตัว โดยมองแนวโน้มการลงทุนใน DR ยังเติบโตได้อีกมากจากปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวม 3 หมื่นล้านบาท