PRINC บวก 2.21% ราคาถูกในกลุ่มโรงพยาบาลที่อยู่ในช่วงขยายธุรกิจ

HoonSmart.com>>หุ้น PRINC บวก 2.21% โบรกฯเชียร์”ซื้อ”เป็นทางเลือกการลงทุนในราคาที่ถูกสำหรับกลุ่มโรงพยาบาลในประเทศไทย ที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว และช่วงขยายธุรกิจ โดยคาดกำไรปี 64-68 จะโตดีที่ 103% CAGR อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากโควิดช่วยผลดำเนินงานปกติและเพิ่มชื่อเสียงโรงพยาบาล คาดพอร์ตโรงพยาบาลจะขยายจาก 13 เป็น 20 แห่งในปี 68

เมื่อเวลา 15.01 น.หุ้น PRINC บวก 2.21% มาอยู่ที่ 6.95 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท มูลค่าซื้อขาย 31.37 ล้าบาท โดยเปิดตลาดที่ 6.75 บาท ขึ้นสูงสุด 6.95 บาท และต่ำสุด 6.75 บาท

บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ”ซื้อ”หุ้น บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 10 บาท/หุ้น ราคาดังกล่าวนี้ประกอบด้วย ธุรกิจโรงพยาบาล 9.4 บาท/หุ้น และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1.2 บาท/หุ้น และหนี้สุทธิที่ 0.3 บาท/หุ้น ธุรกิจโรงพยาบาลของ PRINC (หลังหักธุรกิจอสังหาฯ)มีการซื้อขายในระดับที่น่าสนใจที่ 26 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มฯที่ 34 เท่า โดย PRINC เป็นทางเลือกการลงทุนในราคาที่ถูกสำหรับกลุ่มโรงพยาบาลในประเทศไทย ที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว และช่วงขยายธุรกิจด้วยมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap)/เตียงที่เพียง 21 ล้านบาท และมีช่องว่างอีกมากให้ค่าดังกล่าวปรับขึ้นเป็น 41 ล้านบาท เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงพยาบาลอื่น

PRINC เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่โตเร็วที่สุดในไทย โดยโตจาก 5 แห่งในปี 2560 เมื่อบริษัทหันเข้าสู่ธุรกิจการแพทย์เป็น 13 แห่งพร้อมตียงผู้ป่วย 1,151 เตียงในปัจจุบัน PRINC ตั้งเป้าขยายพอร์ตโรงพยาบาลของบริษัทฯเป็น 20 แห่ง พร้อมเตียงผู้ป่วย 3,000 เตียงภายในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเพิ่มของเตียงผู้ป่วยที่ 161% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มฯที่ 24% ในช่วงเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ

แบรนด์ PRINC และโรงพยาบาลส่วนมากของบริษัทฯ พึ่งจะเข้าสู่ตลาด และมีการดำเนินงานโดยเฉลี่ยเพียง 2-3 ปี โดยปกติโรงพยาบาลจะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการเพิ่มฐานลูกค้าและรายได้ แต่ PRINC ประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่คาดจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ช่วยสนับสนุนให้ PRINC สร้างชื่อเสียงและขยายฐานลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องใช้ค่าใช้จ่ายทางการตลาดเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มฯได้ใช้ทรัพยากรในการให้บริการผู้ป่วยโควิด ทำให้คิดว่าผู้ป่วยบางรายจะกลายเป็นลูกค้าประจำที่โรงพยาบาล่ของ PRINC

แม้ว่ารายได้ที่เกี่ยวข้องกับโควิด คิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้รวมในปี 64-65 น่าจะชะลอตัวลง แต่คาดว่ารายได้จะโตในอัตรา 21% CAGR จาก 5.1 พันล้านบาทในปี 64 เป็น 10.7 พันล้านบาทในปี 68 โดยมีปัจจัยหนุนการเติบโตด้วยรายได้ปกติที่ 10% CAGR, โรงพยาบาลใหม่ที่ 10% CAGR และธุรกิจการแพทย์ที่ 2% คิดเป็นการเติบโตของกำไรปกติที่สูงถึง 103% CAGR จาก 79 ล้านบาท ในปี 64 เป็น 1.3 พันล้านบาทในปี 68