PTTEP มั่นใจปี’65 ปริมาณขายโต 6-7% สรุปแผนผลิตแหล่งเอราวัณสิ้นปีนี้

HoonSmart.com>> “ปตท.สผ” คาดว่าปริมาณขายปิโตรเลียมปี 65 โตขึ้น 6-7% รับรู้ปริมาณขายโอมาน-มาเลเซียเต็มปี  ได้แหล่งไทยเพิ่ม จากปีนี้คาดขายอยู่ที่ 4.17 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ราคาขายก๊าซเฉลี่ย 5.7 เหรียญต่อล้านบีทียู ตั้งเป้าปี 64-65 คุมต้นทุนต่อหน่วย   EBITDA Margin ระดับ 70-75% ส่วนแหล่งเอราวัณ คาดได้ข้อสรุปเข้าแหล่งปลายปีนี้ เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตแหล่งบงกช-อาทิตย์ เข้ามาชดเชย ด้านธุรกิจใหม่วางเป้าสัดส่วนกำไรแตะ 20% ของกำไรรวม ภายใน 15-20 ปีข้างหน้า

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ (PTTEP) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าปริมาณขายปิโตรเลียมของปี 2565 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 6-7% จากปีนี้ที่คาดว่าปริมาณขายปิโตรเลียมอยู่ที่ 417,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน  ส่วนใหญ่มาจากโครงการในต่างประเทศ โดยรับรู้ปริมาณขายเต็มปี ทั้งโครงการในประเทศโอมาน แปลง 61 และโครงการที่ประเทศมาเลเซีย แปลงเอช (Sabah H) อีกทั้งคาดว่าจะมีปริมาณการขายจากโครงการ G1/61 (แหล่งเอราวัณ), G2/61 (แหล่งบงกช) และแหล่งอาทิตย์ เข้ามาเสริมการเติบโตด้วย

ขณะที่ราคาขายก๊าซธรรมชาติในปีนี้ คาดการณ์ที่ประมาณ 5.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู โดยราคาปัจจุบันค่อนข้างสูง  คาดว่าในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้า (2566-2567) จะเริ่มกลับสู่จุดสมดุล ในกรอบ 7-10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู หลังแหล่งก๊าซธรรมชาติต่างๆ เริ่มกลับมาเพิ่มมากขึ้น ส่วนราคาน้ำมันดิบ มองว่าในอนาคตคงเคลื่อนไหวในกรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังกลุ่มโอเปกพยายามเพิ่มกำลังการผลิตตามแผน เพื่อให้ราคาน้ำมันดิบกลับสู่จุดสมดุล

ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้าในปี 2564 และ2565 ที่จะรักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยที่ประมาณ 28-29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ที่ประมาณ 70-75% ของรายได้จากการขาย

ทั้งนี้โครงการในประเทศไทยการเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการของแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) ​บริษัทยังคงไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งแท่นผลิตและท่อใต้ทะเลได้ตามแผน แม้บริษัทจะยอมรับเงื่อนไขการเข้าพื้นที่ของผู้รับสัมปทานปัจจุบันแล้วก็ตาม ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการผลิตก๊าซธรรมชาติตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาขอเข้าแหล่งเอราวัณก่อนกำหนด ซึ่งวันที่กำหนดตามสิทธิอยู่ในวันที่ 24 เม.ย.2565 โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปก่อนปลายปีนี้ เกี่ยวกับวันที่สามารถเข้าแหล่งดังกล่าว และกำลังการผลิตที่ตั้งไว้

บริษัทได้ประสานงานกับผู้ซื้อและหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และจะพยายามเร่งการลงทุนในแหล่งอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเพียงพอ เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตที่หายไปบางส่วน โดยบริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตในโครงการ G2/61 (แหล่งบงกช) อีกประมาณ 125-150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน อีกทั้งมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตในแหล่งอาทิตย์อีก 60 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมกับกำลังการผลิตในปัจจุบันเป็น 280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และใน 2-3 ปีข้างหน้า (2566-2567) กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเบื้องต้นการจะเพิ่มกำลังการผลิตก็ยังต้องนำเสนอต่อผู้ซื้อและผู้ลงทุนก่อน

ส่วนโครงการต่างประเทศ 1.โครงการในประเทศเมียนมา บริษัทยังคงดำเนินโครงการสำรวจและผลิตในประเทศเมียนมา เพื่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้าให้กับภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมของประเทศเมียนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงติดตามสถานการณ์ในประเทศเมียนมาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาแผนการดำเนินงาน และวางแผนรองรับตามความเหมาะสม

2.โครงการในประเทศมาเลเซีย บริษัทค้นพบแหล่งปิโตรเลียมใน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการซาราวัก เอสเค 410 บี (แหล่งลัง เลอบาห์), โครงการซาราวัก เอสเค 417 (หลุมโดกง-1), โครงการซาราวัก เอสเค 405 บี (หลุมซีรุง-1) และโครงการซาราวัก เอสเค 438 (หลุมกุลินตัง-1) โดยได้เตรียมแผนการเร่งการผลิตขึ้น จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-7 ปี เป็น 3-4 ปีเพื่อรองรับความต้องการอนาคต และยังคงเดินหน้าสำรวจในแหล่งอื่น ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยวางแผนพัฒนาโครงการในประเทศมาเลเซียในรูปแบบกลุ่มโครงการ (Cluster development) รวมถึงการใช้อุปกรณ์การผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.โครงการในภูมิภาคตะวันออกกลาง ​โครงการโอมาน แปลง 61 ที่เสร็จสิ้นการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 20 ในไตรมาส 1 และปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลังการผลิตที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และคอนเดนเสทที่ 69,000 บาร์เรลต่อวัน และ​สำหรับโครงการในระยะสำรวจที่สำคัญ คือ โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 1, อาบูดาบี ออฟชอร์ 2 และอาบูดาบี ออฟชอร์ 3 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาทางธรณีวิทยา และวางแผนเจาะหลุมสำรวจ

4.โครงการในทวีปแอฟริกา ​มีความคืบหน้าที่สำคัญในโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ โดยบริษัทได้เข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการเพิ่มอีก 24.5% รวมเป็น 49% จากบริษัท ซีนุค (CNOOC Limited) โดยมีโซนาแทรค (SONATRACH) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของแอลจีเรีย เป็นผู้ร่วมลงทุนหลักในสัดส่วน 51% ปัจจุบัน ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะเริ่มผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2565 ด้วยกำลังการผลิต ประมาณ 10,000 -13,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ในช่วงไตรมาส 1/2565 บริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปผลการเจรจาของพื้นที่แหล่งใหม่ บนบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลางเป็นหลัก สำหรับเงินลงทุนไม่ได้มีกำหนดไว้ ถ้าเป็นโอกาสที่เหมาะสมก็พร้อมจะลงทุน ส่วนแผนเงินลงทุนระยะเวลา 5 ปี บริษัทคาดว่าจะสรุปแผนได้ในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้

“เรามองว่าพอเริ่มประเทศ ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติน่าจะสูงขึ้นในหลายๆอุตสาหกรรม ซึ่งเราก็พยายามมองหาแหล่งใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเป็น 80% และน้ำมัน 20% ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านเทคโนโลยีการดักจับ ซึ่งการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage : CCS) จะเข้ามาเป็นธุรกิจใหม่ รวมถึงยังมีธุรกิจไฟฟ้าที่ต่อยอดจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน ธุรกิจด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ที่ลงทุนผ่านบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส (ARV) โดยตั้งเป้าธุรกิจใหม่จะมีสัดส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิรวม ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า” นายมนตรี กล่าว

สำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ที่ลงทุนผ่านบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส (ARV) ในปี 2565 บริษัทเตรียมเริ่มวางแผน ที่จะพัฒนาทั้ง 4 ธุรกิจ ให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว