แบรนด์ KTC-VGI-EA แกร่ง ปี62 พุ่ง-ศก.ฉุดมูลค่า IVL-KBANK-KCE ร่วง

แบรนด์ KTC-VGI-EA แกร่ง ปี62 พุ่ง-ศก.ฉุดมูลค่า IVL-KBANK-KCE ร่วง

HoonSmart.com>>ในปี 2562 เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง เติบโตเพียง 2.4% จากปีก่อนขยายตัวถึง 4.2% ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างชัดเจน ทำให้มูลค่าแบรนด์ของบริษัทบางแห่งลดลง แต่ก็มีบริษัทหลายแห่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ได้ โดยบริษัทบัตรกรุงไทย (KTC) มีมูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 25.79% เป็น 57,060 ล้านบาท และส่งผลต่อเนื่องถึงราคาหุ้นด้วย เป็นเพราะเหตุใด…

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างเครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กร CBS Valuation ที่สามารถวัดคุณค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ กล่าวว่า 15 บริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดใน 15 ธุรกิจประจำปี 2020  (Thailand’s Top Corporate Brands 2020) โดยใช้ข้อมูลของปี 2562 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในการประเมิน พบว่าภาพรวมมูลค่าแบรนด์ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะในการวัดมูลค่าส่วนหนึ่งมาจากราคาหุ้น และทรัพย์สินที่สามารถจับต้องได้ เช่นชื่อเสียง แต่ไม่นับทรัพย์สินถาวร

อย่างไรก็ตามก็มีบริษัทหลายแห่งที่มีมูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้น อาทิ บริษัทพลังงานบริสุทธิ์(EA) ที่มีการขยายธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น มีการลงทุนในแบตเตอรี่ จากเดิมที่ให้น้ำหนักโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้บริษัทที่มีการขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศมากขึ้น นักลงทุนเห็นแบรนด์ เห็นการเติบโต ก็ช่วยเพิ่มราคาหุ้นและมูลค่าแบรนด์ได้เช่นกัน เช่น บริษัท คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ส่วนกลุ่มปตท.ที่ไม่มีบริษัทใดติดอันดับแบรนด์สูงสุด ซึ่งเกิดคำถาม เป็นเพราะมีทรัพย์สินถาวรเป็นส่วนใหญ่จึงไม่ถูกนับเป็นมูลค่าของแบรนด์

สำหรับบริษัทที่ได้รับรางวัลที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 11 ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริษัทเดิม ๆ ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป เพิ่งเข้ามาครั้งแรก มีมูลค่าแบรนด์ถึง 56,462 ล้านบาท เป็นอันดับหนึ่งแทน บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ที่ยังคงมีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 จึงขึ้นไปรับรางวัลหอเกียรติยศสุดยอดแบรนด์องค์กรไทยแทน รวมถึงธุรกิจยานยนต์ บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง (PCS) มีมูลค่าแบรนด์ 5,124 ล้านบาท เข้าปีแรกเช่นเดียวกัน หลังจากมูลค่าถึงเกณฑ์ 5,000 ล้านบาทที่กำหนดไว้ ส่วนธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ในปีนี้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) มีมูลค่าแบรนด์ 92,733 ล้านบาท เทียบกับปีก่อน บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) มีมูลค่าแบรนด์สูงสุด 49,511 ล้านบาท

บริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้นสูงสุดในปีนี้ อันดับหนึ่งได้แก่ KTC เติบโต 25.79% เป็น 57,060 ล้านบาทในธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน อันดับที่สองคือ บริษัท วีจีไอ (VGI) เพิ่มขึ้น 12.79% เป็น 50,697 ล้านบาทและอันดับที่สามคือ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) เพิ่มขึ้น11.51% เป็น 38,121 ล้านบาท

ในทางกลับกัน บริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์ลดลงมากที่สุด ได้แก่บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) มูลค่าแบรนด์หายไปถึง 57.97% เหลือเพียง 27,710 ล้านบาท ตามด้วยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีมูลค่าแบรนด์ 86,999 ล้านบาท ลดลง 35.93% และบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) ลดลง 25.32% มีมูลค่าแบรนด์เหลือ 25,547 ล้านบาท ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในหมวดธุรกิจธนาคาร เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศ

“กำพล พลัสสินทร์ ” กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ซึ่งขึ้นรับรางวัลเป็นปีที่สอง แบรนด์สูงสุดในกลุ่มการแพทย์ มูลค่า 20749 ล้านบาท เป็นเพราะมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และลูกค้าปัจจุบันกลับมาใช้บริการเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะเกิดโควิด-19 ก็ตาม

” แบรนด์มีความสำคัญ สำหรับธุรกิจโรงพยาบาล และบริษัทยังมีกลุ่มลูกค้าชัดเจนที่มีรายได้ระดับกลาง โดยเรารักษาคุณภาพในการให้บริการ และค่าใช้จ่ายต่ำกว่าประมาณ 40-50% เทียบกับโรงพยาบาล ระดับไฮเอนด์”

สำหรับบริษัทในอาเซียนที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุด ใน 6 ประเทศ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริษัทเดิมๆ เช่นในประเทศ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ยกเว้น ประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ Bank Central Asia มีมูลค่าแบรนด์ถึง 37,010 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปีก่อนที่เป็นบริษัท PT Hanjaya Mandala SampoernaTbk มีมูลค่าแบรด์ 30,014 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในส่วนประเทศไทย บริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT) ยังคงเป็นบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุด มากถึง 26,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 781,938 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 4,001 ล้านเหรียญสหรัฐจากปีก่อนมีมูลค่า 22,107 ล้านเหรียญสหรัฐ  หลังจากเกิดโควิด นักท่องเที่ยวต่างประเทศทรุดลงอย่างรุนแรง และคาดว่าจะต่อเนื่องถึงปีหน้า  กระทบต่อแบรนด์ของ AOT  โดยตรง แต่จะลดลงมากแค่ไหนจะต้องติดตามการประกาศผลในปีต่อไป