SCC กำไร 9.7 พันล.-คาดปีนี้ขายลดลง 9% เท 696 ลบ.ซื้อหุ้น AJ บุกตลาดฟิล์มเวียดนาม

SCC กำไร 9.7 พันล.-คาดปีนี้ขายลดลง 9% เท 696 ลบ.ซื้อหุ้น AJ บุกตลาดฟิล์มเวียดนาม

HoonSmart.com>> “ปูนซิเมนต์ไทย” เปิดกำไรไตรมาส 3/63 กวาด 9,741 ล้านบาท เติบโต 57% ธุรกิจเคมิคอลส์ผลงานดีขึ้น รวม 9 เดือนกำไร 2.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5%  คาดปีนี้ยอดขายหดตัว 9% มุ่งพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้า เดินหน้าซื้อกิจการ ใช้งบ 696 ล้านบาทถือหุ้น AJ 9.22% จับมือร่วมผลิต BO Film ในเวียดนาม ส่วนหุ้น SCGP กระแทกลงต่อ 32.75 บาท ก่อนกระโดดขึ้นปิด 34.50 บาท หลังผิดหวังกำไรไตรมาส 3

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 กำไรสุทธิ 9,741.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากงวดเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 6,204.39 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 100,938 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ผลจากธุรกิจเคมิคอลส์ดีขึ้น ความต้องการเพิ่มขึ้นจากจีนและเอเชีย ธุรกิจปูนเมนต์ วัสดุก่อสร้างก็ดีขึ้น

ส่วน 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 26,096.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% โดยมีรายได้จากการขาย 302,689 ล้านบาท ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ลดลง ตามราคาน้ำมัน คาดแนวโน้มในปีนี้คาดยอดขายจะติดลบ 9% ส่วนการหยุดผลิตปูนซีเมนต์ในบริษัทร่วมทุนกับเมียนมามีผลกระทบน้อยมาก เพราะมีกำลังการผลิตเพียง 1.8 ล้านตัน เทียบจาก 30 กว่าล้านตันของบริษัท

สำหรับแผนงานในปี 2564 อยู่ระหว่างการปรับปรุง คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 1-2 เดือน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่มีอยู่สูง หวังว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะผลิตออกมาใช้ได้ในปี 2564 ส่วนสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่อง

“ภาพรวมผลงานไตรมาส 3/63 เป็นที่น่าพอใจ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 เรามีการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพิ่มงานวิจัย เพิ่มนวัตกรรม โซลูชั่นครบวงจร มีการยกระดับเกณฑ์เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว แต่ยังคงความยืดหยุ่นในบริหารจัดการ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นอย่างดี โดย 9 เดือนปีนี้มีรายได้จากการต่างประเทศ 1.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 43% ของยอดขายรวม ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย  สินทรัพย์รวม 7.2 แสนล้านบาท สัดส่วน 38% อยู่ในกลุ่มอาเซียน “นายรุ่งโรจน์กล่าว

ส่วนการลงทุน บริษัทมีการทบทวนทุกเดือน ดูประโยชน์ที่จะได้รับ หากทำให้พอร์ตมีความแข็งแกร่งก็จะทำ บางโครงการชะลอได้ก็ชะลอไปก่อน 9 เดือนปีนี้ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 3.7 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมาย 6 หมื่นล้านบาท แนวโน้มจะโฟกัสการเข้าไปซื้อกิจการ เพราะทำให้มีฐานธุรกิจได้ทันที จะได้ EBITDA และกำไรทันทีแทนที่จะเข้าไปลงทุนเอง

ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯ วันที่ 29 ต.ค. อนุมัติให้บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าไปลงทุนในบริษัทเอ.เจ.พลาสท์ (AJ) ผู้ผลิตฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะจาะจง(พีพี) จำนวน 40.56 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 9.22% ในราคาหุ้นละ 17.15 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 696 ล้านบาท ทั้งนี้ต่ำกว่าราคาในตลาดปิดที่ 18.60 บาท

นอกจากนี้อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยถือหุ้น 45% และ AJ ถือหุ้น 55% ผลิตและจำหน่ายฟิล์ม Biaxially Oriented (BO Film) ในประเทศเวียดนาม  เพื่อเข้าสู่ธุรกิจที่มีการเติบโตสูงจากความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเศรษฐกิจเวียดนามและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการขยายตัวที่สูง  อีกทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์  ที่มีแผนขยายธุรกิจปลายน้ำเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางด้านปลายน้ำมากขึ้น การร่วมทุนครั้งนี้จะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของทั้ง AJ และเอสซีจี เคมิคอลส์  เพื่อการขยายธุรกิจ BO Film ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

ด้านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SCGP (บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง) หลังประกาศกำไรออกมาทำให้ตลาดผิดหวัง วันที่ 29 ต.ค.ราคายังคงไหลลงไปต่อ ต่ำสุดถึง 32.75 บาท ก่อนปิดที่ 34.50 บาท +0.25 บาท แต่ยังคงต่ำกว่าราคา IPO ที่ 35 บาท