เงินบาทอ่อนไล่ตปท.ขายหุ้น ส่งออกยิ้มได้-ตื่นทิ้งแบงก์

HoonSmart.com>>เซอร์ไพรส์! บอร์ดกนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% ลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี ตลาดเงิน-ตลาดทุนผันผวน เงินบาทอ่อนค่าแตะ 30.90 บาท ดัชนีเหวี่ยงขึ้นไป 10 จุด ปิดลบ 2 จุด ต่างชาติไม่ชอบขายหุ้น 3,604 ล้านบาท กลับไปซื้อตราสารหนี้ 4,863 ล้านบาท เทกระจาดหุ้นแบงก์ใหญ่ นักวิเคราะห์เตือนกลัวเกินเหตุ ยังไม่รีบปรับตาม  ส่วนแนวโน้ม มองต่าง ส่วนใหญ่คาดนิ่งตลอดปี ด้านซีไอเอ็มบีฯ ชี้มีโอกาสลงต่อ กกร. คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 2.9-3.3% ส่งออกขยายตัว -1 ถึง 1%    

วันที่ 7 ส.ค. 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สร้างความประหลาดใจ มีมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.50% ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนตัวลง เคลื่อนไหวในกรอบ 30.70-30.90 บาท/ดอลลาร์ ปิดที่ 30.81  บาท/ดอลลาร์   ส่วนราคาทองคำในประเทศ  มีการเปลี่ยนแปลง 7 ครั้ง ปรับขึ้นแรงบาทละ 350 บาท ทองคำแท่ง รับซื้อ 21,550 และขายออก 21,650 บาท ล่าสุดตลาดล่วงหน้า ทะลุ 1500 ดอลลาร์/อออนซ์ ซื้อขายที่ 1,505.80  ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21.60 ดอลลาร์ หรือ +1.46% ณ เวลา 19.55 น. ตามเวลาประเทศไทย

ส่วนตลาดหุ้นผันผวน เช้าลง บ่ายบวกกว่า 10 จุด ขึ้นไปสูงสุด 1,681.81 จุด แต่สุดท้ายปิดที่ 1,669.44 จุด ติดลบ 2.04 จุด มูลค่าซื้อขาย 84,465.14 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายต่อ 3,604 ล้านบาท แต่กลับไปซื้อตราสารหนี้ 4,863 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี ปิดที่ 1.52% ลดลงจากเมื่อวาน 0.1%

ตลาดที่ผันผวนเกิดจากนักลงทุนทิ้งหุ้นธนาคารใหญ่ นำโดย KBANK และ BBL ราคาร่วงลงไปแรงกว่า 3% แห่ซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยลดลง เงินบาทอ่อนค่า เช่น บริษัทที่มีรายได้จากการส่งออก อาทิกลุ่มอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจลีสซิ่ง อสังหาริมทรัพย์คาดต้นทุนการเงินจะลดลง หุ้นปันผลสูง และอินฟราฟันด์

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า กนง.ลดดอกเบี้ยเป็นจิตวิทยาทางบวกกับหุ้นที่อ่อนไหวตามอัตราดอกเบี้ย เช่น ธุรกิจเช่าซื้อ ได้แก่ MTC,SAWAD อสังหาริมทรัพย์ หุ้นปันผลสูง และกลุ่มส่งออก แต่เป็นลบกับธนาคาร อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง ธนาคารยังอาจไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยตาม เนื่องจากสภาพคล่องมีมากแล้วแต่สถานะของแต่ละธนาคาร

“กนง.ลดดอกเบี้ย ข้อเสีย ค่าเงินบาทอ่อน เงินไหลออกไม่ดีกับตลาดหุ้น แต่ข้อดีทำให้ส่งออกดีขึ้น มีแรงเก็งกำไรหุ้นส่งออก” บล.ดีบีเอสฯระบุ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า กนง.ลดดอกเบี้ยลดเร็วกว่าคาด จากก่อนหน้านี้มองว่าจะลดดอกเบี้ยช่วงปลายปี แนวโน้มคาดว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยต่อ เมื่อเปิดประตูดอกเบี้ยขาลงแล้ว หากจีดีพีไตรมาส 2 ที่จะรายงานกลางเดือนนี้  ออกมาแย่ เป็นไปได้ที่จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งกันยายนนี้ หรืออาจจะรอจีดีพีไตรมาส 3 ที่จะรายงานในเดือนพฤศจิกายนแล้ว ลดดอกเบี้ยอีกครั้งเดือนธันวาคมก็ยังไม่สาย

“ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นการประกาศสงครามค่าเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่เราเองต้องกระโจนเข้ามา วันนี้แบงก์ชาตินิวซีแลนด์ลดดอกเบี้ย แบงก์ชาติอินเดียก็ลดดอกเบี้ย แบงก์ชาติของไทยก็ต้องเข้ามาร่วมวงด้วย เป็นการเข้ามาพร้อมกันทีเดียวในภูมิภาคนี้เพื่อเปิดศึกสงคราม ที่สำคัญคือ เพื่อดึงให้เศรษฐกิจในประเทศไม่ให้ชะลอมากไปกว่านี้ ” นายอมรเทพ กล่าว

นอกจากนี้ ต้องจับตาดูว่า ธปท.อาจจะใช้เครื่องมืออื่น นอกจากดอกเบี้ย เพื่อประคองเสถียรภาพตลาดเงินตลาดทุน หลังจากออกมาตรการ LTV ไปแล้ว อาจจะดูเรื่อง DSR เกณฑ์วัดในการปล่อยสินเชื่อสำหรับลูกค้า เป็นปัจจัยที่น่าติดตามกันต่อไป เพราะธปท.ยังเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนที่สูง กระทบต่อเสถียรภาพตลาดเงินตลาดทุน

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า กนง.ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 4 จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้คาดว่าการปรับลดประมาณการจีดีพีจะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งหน้า (18 ก.ย.) แต่จะยังไม่ต่ำกว่า 3% ปัจจุบันธปท.ประมาณการไว้ที่ 3.3%

“มองว่าการส่งสัญญาณต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังไม่ชัดเจน ทิสโก้คาดว่า จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงติดกันต่อเนื่อง โดยให้น้ำหนักในกรณีฐานว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% ไปจนสิ้นปี 2562″นายคมศรกล่าว

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. ประเมินว่า ในไตรมาส 2 เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% เครื่องชี้อ่อนแรงต่อเนื่อง ทั้งการส่งออก และการใช้จ่ายภายในประเทศ สำหรับครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เตรียมที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ต่อสินค้าจีนวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในวันที่ 1 ก.ย.62 ขณะที่จีนได้ปรับค่าเงินหยวนอ่อนค่าหลุดระดับ 7 หยวน/ดอลลาร์ฯ ถือเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 11 ปี จากนั้นสหรัฐฯ ก็ระบุว่าจีนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน น่าจะนำมาสู่มาตรการเพิ่มเติมจากฝั่งสหรัฐฯ และส่งผลให้สงครามการค้ามีความเสี่ยงที่อาจจะรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่สหราชอาณาจักรอาจจะต้องออกจากสหภาพยุโรปโดยไร้ข้อตกลง (No Deal Brexit) ในวันที่ 31 ต.ค.นี้

“เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ฯ ทำให้เงินบาทยังมีแนวโน้มแกว่งผันผวน และอาจปรับแข็งค่าขึ้น ล้วนเป็นแรงกดดันที่ไม่เอื้อต่อภาพการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ที่ประชุม กกร. จะติดตามสถานการณ์ต่างๆ ขณะนี้ ยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ปีนี้ไว้ที่ 2.9-3.3% การส่งออก ขยายตัว -1 ถึง 1% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น 0.8-1.2% ” นายปรีดีกล่าว