HoonSmart.com>>บลจ.อเบอร์ดีน มองหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ “แกว่งไซด์เวย์” กรอบ 1,500–1,600 จุด แรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ ความกังวลฟองสบู่ AI และรอผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ด้านในประเทศจับตากำไรบริษัทจดทะเบียน Q3/69 ด้าน “นักลงทุนต่างชาติ” เริ่มกลับมาสนใจหุ้นไทยมากขึ้น สัญญาณคำสั่งซื้อจากการย้ายฐานผลิตเข้ามาไทย หนุนข้าสู่ “รอบการลงทุนใหม่” ชูหุ้นแบงก์ปันผลสูง-กลุ่ม Defensive-หุ้นขนาดกลาง-เล็กน่าสนใจ

นายณัฐนนท์ อรัณยกานนท์ Fund Manager , Asian Equities บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าว่า ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideway) โดยมีปัจจัยภายนอกประเทศกดดัน ทั้งทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และความกังวลแนวโน้มการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การปรับตัวขึ้นของตลาดยังมีข้อจำกัด รวมทั้งยังต้องติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งมีผลต่อ Bond Yield
อย่างไรก็ตาม หากปัจจัยต่างประเทศเริ่มคลี่คลายและไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเข้ามากระทบ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหากเกิดการกระจายเงินลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐมายังตลาดหุ้นภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น
“แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3 ว่าจะยังรักษาระดับการเติบโตได้หรือไม่ หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่ตลาดกังวล โดยประเมินดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500–1,600 จุด ส่วนแนวโน้มปีหน้ายังต้องประเมินอีกครั้ง โดยมีประเด็นการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยเป็นปัจจัยที่น่าสนใจมากขึ้น”นายณัฐนนท์ กล่าว
อย่างไรก็ตามหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเห็นชัดเจนในปีนี้ คือการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Relocation) จากการพูดคุยกับบริษัทต่าง ๆ ในปีนี้ เริ่มพบว่ามีคำสั่งซื้อเข้ามาจริง สะท้อนว่าการย้ายฐานการผลิตเริ่มส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนผลประกอบการและราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางแห่งให้ปรับตัวดีขึ้นจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เริ่มมีคำถามว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) หรือไม่ แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป แต่เมื่อเทียบกับบรรยากาศในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้น โดยสิ่งสำคัญคือประเทศไทยจะสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากคำสั่งซื้อและการลงทุนที่เข้ามาได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับแนวโน้มการลงทุนใน AI มองว่าอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงอยู่ในระดับสูง
ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์หลายแห่งมีกำลังการผลิตเต็มแล้ว และมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องไปอีกประมาณ 2–3 ปี สะท้อนว่าความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังมีความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันธุรกิจดั้งเดิมบางประเภทที่เคยถูกมองว่าล้าสมัย อาจกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หากมีสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI
อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน Data Center เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้สร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก โดยเฉพาะด้านการจ้างงาน เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวไม่ได้ต้องการแรงงานจำนวนมากเมื่อเทียบกับภาคการผลิตประเภทอื่น จึงต้องติดตามว่าประเทศไทยจะสามารถดึงดูดธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนเหล่านี้เข้ามาได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากเกิดการลงทุนในภาคการผลิตเพิ่มเติม ก็จะช่วยเพิ่มการจ้างงานและสร้างผลดีต่อเศรษฐกิจได้มากกว่า
นอกจากนี้ ธุรกิจดั้งเดิมของไทยยังมีโอกาสนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน แม้จะไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีโดยตรงก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องในระยะกลางถึงระยะยาว ขณะที่ระยะสั้นยังต้องติดตามการย้ายฐานการผลิตและกำลังการผลิตที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นสำคัญ
นายณัฐนนท์ กล่าวว่า ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติ ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น หลังได้รับการติดต่อสอบถามเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ถือเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 3–4 ปีที่เริ่มเห็นความสนใจกลับมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร
“แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่บรรยากาศการลงทุนบางด้านเริ่มดีขึ้น โดยปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ลดลง หลังการยุบสภาเมื่อปลายปีที่ผ่านมาและมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้องค์ประกอบของรัฐบาลปัจจุบันถูกมองว่ามีความแข็งแกร่งกว่าบางช่วงก่อนหน้า และมีโอกาสดำเนินนโยบายหรือปรับเปลี่ยนมาตรการต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน”นายณัฐนนท์ กล่าว
นอกจากนี้อีกหนึ่งปัจจัยบวกของตลาดหุ้นไทยในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา คือบริษัทจดทะเบียนเริ่มให้ความสำคัญกับการคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้หลายบริษัทมีโครงการซื้อหุ้นคืน แต่เมื่อราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัว บริษัทบางแห่งลดการซื้อหุ้นคืนลง และหันมาเพิ่มการจ่ายเงินปันผล รวมถึงเงินปันผลพิเศษ มองว่าแนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสมกับตลาดหุ้นไทย เพราะในภาวะที่บริษัทไม่สามารถสร้างการเติบโตได้สูงมากนัก การคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผลหรือวิธีการอื่นเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ขณะเดียวกัน เริ่มเห็นการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นขนาดใหญ่ไปยังหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น หลังจากช่วงต้นปีการปรับตัวขึ้นของตลาดค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม SET50
นายณัฐนนท์ กล่าวอีกว่า ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับหุ้นบางบริษัท ทำให้ความสนใจของนักลงทุนลดลงไปช่วงหนึ่ง แต่หลังดัชนีตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัว นักลงทุนกลับมามองหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีโอกาสเติบโตจากปัจจัยเฉพาะตัว เช่น การเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งหมด
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ประมาณ 15–16 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับอดีต ทำให้โอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นอย่างมากจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียวอาจมีไม่มากนัก ในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา จึงเริ่มเห็นเงินลงทุนกระจายเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กชัดเจนขึ้น แม้ดัชนีโดยรวมยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แต่หากพิจารณาการกระจายตัวของหุ้นที่ปรับขึ้นและลงในตลาด ภาพรวมอาจไม่ได้แย่เท่าที่สะท้อนผ่านดัชนี
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังมองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารมีความน่าสนใจ เนื่องจากธนาคารบางแห่งให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 6% และมูลค่าหุ้นเมื่อเทียบกับธนาคารในภูมิภาคยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ หากความสามารถในการทำกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสที่นักลงทุนจะปรับเพิ่มมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นธนาคาร (Re-rating) นอกจากนี้ หากประเทศไทยเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ก็อาจช่วยให้สินเชื่อในระบบธนาคารกลับมาเติบโต หลังจากหดตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จึงมองว่าเพียงแค่สินเชื่อเริ่มหยุดหดตัวและกลับมาเติบโตเป็นบวกได้ประมาณ 2 ไตรมาสติดต่อกัน ก็อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยได้
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการธนาคารในปีหน้า แม้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะปรับลดลงไปมาก แต่หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ปรับลดลงอีก แรงกดดันในส่วนนี้ก็น่าจะลดลง โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% และประเมินว่าโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมค่อนข้างต่ำ เนื่องจากต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อและการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต ดังนั้น ประเด็นสำคัญของธนาคารจึงอยู่ที่การควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งภาพรวมยังไม่ได้มีแรงกดดันมากเท่าที่ตลาดกังวล เนื่องจากตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารไม่ได้เร่งขยายสินเชื่อมากนัก หากสินเชื่อกลับมาเติบโต ขณะที่อัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงเพิ่มเติม ก็มีโอกาสที่ความเสี่ยงด้านลบต่อผลประกอบการธนาคารจะอยู่ในระดับจำกัด และยังสามารถรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้
นอกจากหุ้นธนาคารและหุ้นปันผลแล้ว ยังให้น้ำหนักกับธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะบริษัทที่เริ่มมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจริงจากการลงทุนด้าน AI
อ่านข่าว
“อเบอร์ดีน”เปิดตัวกองทุน ABRAW-A ลงทุนบริษัทชั้นนำธุรกิจแร่เชิงยุทธศาสตร์
———————————————————————————————————————————————————–

