BLS ชี้ต่างชาติจ่อลุยหุ้นไทย เป้า 4 กลุ่มเด็ดกำไรหนุน

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เผยต่างชาติจ่อขนเงินไหลเข้าหุ้นไทย หลัง 6 ตัวชี้วัดสถิติเป็นบวก ชูกลยุทธ์ Selective สู้ Bond Yield สูง เน้น 4 กลุ่มเด็ดกำไรแกร่ง

บล.บัวหลวง (BLS) เจาะทิศทางฟันด์โฟลว์ช่วงยีลด์สูงจับสัญญาณหุ้นเป้าหมายต่างชาติ ว่า เรายังคงมองว่าเงินทุนต่างชาติมีโอกาสหนุนตลาดหุ้นไทยต่อ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลให้อยู่ในระดับสูง (High Bond Yield) โดยทิศทางกำไรที่แข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยรองรับแรงกดดันจากต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น: กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนใน SET ช่วง 1H26 เพิ่มขึ้น 22.2% YoY โดย 17 จาก 26 อุตสาหกรรม หรือ 65.4% มีกำไรดีขึ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 57.3% ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2026 ถูกปรับขึ้น 13.9% ในช่วง 3 เดือน และ 16.9% จากต้นปี อย่างไรก็ตาม ภายใต้ Bond Yield สูง เราคาดว่าเงินทุนจะไม่ได้กระจายเข้าทั่วทั้งตลาด แต่มีแนวโน้มเลือกลงทุนมากขึ้น (Selective) โดยเน้นบริษัทคุณภาพสูง (Quality) ที่มีทิศทางและความต่อเนื่องของกำไรชัดเจน (High Earnings Visibility)

วัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลก (Global Technology & Manufacturing Cycle) ยังสนับสนุน Earnings Cycle ของหุ้นไทย และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดสรรเงินทุนต่างชาติ: ตะกร้า Global Cyclical ไม่รวมโรงไฟฟ้า มีสัดส่วน 35.2% ของมูลค่าตลาดรวม และสร้างกำไร 36.2% ของกำไรรวมใน 1H26 ขณะที่การส่งออกเกาหลี (Korea Exports) เดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 83.5% YoY และ US ISM Manufacturing อยู่ที่ 54.5 สูงกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 พร้อม New Orders เพิ่มขึ้น 55.3 สะท้อนแรงส่งจากทั้งวัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลก ทั้งนี้ การจัดสรรเงินทุนต่างชาติยังขึ้นอยู่กับ EM Allocation, Earnings Cycle และ Relative Performance ร่วมกัน โดยข้อมูลย้อนหลังปี 2016-2026 พบว่า เมื่อปัจจัยทั้ง 6 ได้แก่ Foreign Flow Momentum, EM vs World, SET EPS Revision, Korea Exports YoY, SET vs EM และ US Manufacturing ISM อยู่เหนือค่าเฉลี่ยพร้อมกัน เงินทุนต่างชาติใน 3 เดือนถัดไปบวกถึง 89% ของข้อมูลรายสัปดาห์ และมีค่ามัธยฐานเงินไหลเข้าราว 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทั้ง 6 จาก 6 ปัจจัยยังอยู่เหนือค่าเฉลี่ย

สถิติจากสามรอบฟันด์โฟลว์สะสมใหญ่ในปี 2016, 2019 และ 2021-2023 ชี้ว่า “จุดเริ่มต้นของ Flow” มักเกิดขึ้นเมื่อวัฏจักรโลกเริ่มฟื้นหรืออยู่ในภาวะขยายตัว แต่ “ความต่อเนื่องของ Flow” ขึ้นอยู่กับว่าวัฏจักรดังกล่าวสามารถส่งผ่านมายังการเติบโต และคุณภาพของกำไร SET ได้หรือไม่: ทั้งสามรอบมีเงินทุนต่างชาติซื้อสุทธิเฉลี่ยประมาณ 1.60 แสนล้านบาท และใช้เวลาจากเริ่มซื้อถึงยอดสะสมเฉลี่ย 10 เดือน โดยปี 2016 เงินทุนเริ่มเข้าจากฐานต่ำ ก่อนการส่งออกเกาหลีฟื้นจาก -19.6% YoY ในเดือนมกราคมเป็น -8.2% ในเดือนมีนาคม และ -2.9% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ US ISM Manufacturing ฟื้นจาก 47.6 เป็น 51.0 และ 52.2 ตามลำดับ พร้อมกับกำไร SET ที่พลิกจาก -3.2% YoY ใน 1Q16 เป็น +14.0% YoY ใน 2Q16 และสัดส่วนอุตสาหกรรมที่กำไรดีขึ้น (Earnings Breadth) เพิ่มจาก 53.8% เป็น 69.2% หนุนให้เงินทุนสะสมต่อเนื่อง 8 เดือน

รอบปี 2021-2023 สะท้อนภาพที่แข็งแกร่งกว่า โดย Flow เริ่มเข้าขณะที่วัฏจักรโลกอยู่ในระดับสูง และได้รับการยืนยันจากกำไรที่เติบโตต่อเนื่องและกระจายตัวในวงกว้าง: ก่อนเริ่มรอบ การส่งออกเกาหลีเติบโตถึง 39.7% YoY และ US ISM Manufacturing อยู่ที่ 61.3 โดยระหว่างรอบถึง 14 จาก 18 เดือนที่ ISM อยู่เหนือ 50 และ Korea Exports ยังเติบโตเป็นบวกพร้อมกัน ขณะที่กำไร SET ใน 2Q21-4Q21 เติบโต 124.8%, 37.2% และ 232.6% YoY ตามลำดับ และ Earnings Breadth สูงถึง 88.5% ใน 2Q21 การยืนยันพร้อมกันของ Global Cycle, Earnings Growth และ Earnings Breadth จึงสอดคล้องกับรอบสะสมที่ยาวถึง 18 เดือน ตรงกันข้าม ปี 2019 เป็นตัวอย่างของ Flow ที่เริ่มจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัว แต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นรอบสะสมระยะยาวได้ เนื่องจากทั้งวัฏจักรโลกและกำไรไม่สามารถรักษาแรงส่ง: การส่งออกเกาหลีหดตัวลดลงจาก -11.3% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น -2.1% ในเดือนเมษายน ก่อนกลับไปหดตัว -13.8% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ US ISM Manufacturing ลดจาก 54.9 ในเดือนมีนาคม เป็น 51.5 ในเดือนมิถุนายน และต่ำกว่า 50 ในเดือนสิงหาคม พร้อมกับกำไร SET 2Q19 ที่ลดลง 16.1% YoY และมีเพียง 23.1% ของอุตสาหกรรมที่กำไรดีขึ้น ส่งผลให้รอบสะสมจบลงเพียง 4 เดือน สะท้อนว่า Global Cycle สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของ Fund Flow แต่การเติบโตของกำไร (Earnings Growth) และความกว้างของการเติบโตของกำไร (Earnings Breadth) เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยยืนยันคุณภาพและความยั่งยืนของรอบเงินทุน

แรงต้านสำคัญของรอบนี้ยังมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) และส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ–ไทย ซึ่งกดดันทั้งต้นทุนเงินทุนและระดับมูลค่าที่นักลงทุนยอมจ่าย (Valuation) แต่กำไรที่แข็งแกร่งสามารถช่วยลดแรงกดดันดังกล่าวได้: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10Y) อยู่ราว 5.19% หรือ +1.9SD ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ–ไทยอายุ 10 ปี (US–Thai 10Y Spread) อยู่ที่ 2.9 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือ +2.1SD ในอดีต เมื่อทั้งสองตัวแปรสูงกว่า +1SD พร้อมกัน เงินทุนต่างชาติมียอดสะสมใน 13 สัปดาห์ถัดไปติดลบถึง 74% ของช่วงเวลา และมีเงินไหลออกเฉลี่ย 2.0 หมื่นล้านบาท ขายเฉลี่ย 2 สัปดาห์ (กรอบ 1-4 สัปดาห์) อย่างไรก็ตาม หากการปรับประมาณการกำไร SET ในช่วง 3 เดือน (SET Earnings Revision 3M) ยังเป็นบวก เงินทุนต่างชาติใน 13 สัปดาห์ถัดไปกลับเป็นบวกถึง 80.0% และมีค่ามัธยฐานเงินไหลเข้ารถราว 3.1 หมื่นล้านบาท เทียบกับโอกาสเป็นบวกเพียง 7.2% และค่ามัธยฐานเงินไหลออก 4.1 หมื่นล้านบาทเมื่อการปรับประมาณการกำไรไม่เป็นบวก ขณะที่รอบปัจจุบันการปรับประมาณการกำไร SET ในช่วง 3 เดือนยังแข็งแกร่งที่ +13.9%

สัญญาณล่าสุดเริ่มสะท้อนว่าแรงขายต่างชาติคลายตัว และแรงซื้อเริ่มกระจายกว้างขึ้นในหลายอุตสาหกรรม: ต่างชาติขายสุทธิสะสม 3.55 หมื่นล้านบาทในช่วง 4 สัปดาห์ โดยแรงขายเคยลงไปถึงระดับ -1.9SD เทียบค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี สะท้อนแรงขายที่อยู่ในระดับสูง ก่อนฟื้นขึ้นมาอยู่ที่ -1.3SD และกลับมาซื้อสุทธิ 3.73 พันล้านบาทในสัปดาห์ล่าสุด ขณะที่ NVDR ซื้อสุทธิ 6.18 พันล้านบาท และสัดส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแรงซื้อเทียบกับแรงขาย พลิกจาก -14.8% ในช่วง 4 สัปดาห์เป็น +22.2% ในสัปดาห์ล่าสุด สะท้อนว่าจำนวนกลุ่มที่มีแรงซื้อเริ่มมากกว่ากลุ่มที่ถูกขาย โดยวัสดุก่อสร้างอยู่ในกลุ่ม “ซื้อเร่ง” (Accelerating Inflow) ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม และสื่อสารอยู่ในกลุ่ม “ซื้อต่อ” (Sustained Inflow) ขณะที่พลังงาน โรงพยาบาล ขนส่ง ธนาคาร และปิโตรเคมีเริ่มอยู่ในกลุ่ม “ซื้อคืน” (Flow Reversal) ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ และการเงินยังอยู่ในกลุ่ม “ขายต่อ” (Persistent Outflow)

กลยุทธ์จึงเน้นเลือกหุ้นรายตัว (Selective Play) โดยผสานคุณภาพธุรกิจ (Quality) ความชัดเจนของกำไร (Earnings Visibility) และการยืนยันจากทิศทางเงินทุน (Flow Confirmation): โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่ม “ซื้อเร่ง–แรงเงินหนุน” (Accelerating Inflow) ได้แก่ GULF, AOT, PTTEP, KBANK, SCC, CPN, CRC และ OSP

2.กลุ่ม “ซื้อต่อ–ฐานสะสม” (Sustained Accumulation) ได้แก่ CPALL และ PTTGC

3.กลุ่ม “ซื้อคืน–จุดเปลี่ยนกระแสเงิน” (Flow Reversal) ได้แก่ BDMS, GPSC, CENTEL, KKP, BH และ COM7 ขณะที่

4.กลุ่ม “แม้ยังถูกขาย แต่ราคาไม่ลง–เริ่มดูดซับแรงขายได้” (Price Absorption) ได้แก่ AWC, BJC และ BGRIM

ส่วน DELTA, BBL, THAI และ LH ยังอยู่ในกลุ่มขายต่อเนื่อง (Persistent Outflow) และควรระมัดระวังด้านจังหวะลงทุน) ให้ตรงกับความสนใจของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย

 

 

 
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–