HoonSmart.com>>บล.กรุงศรี (KSS) ชี้ “หุ้นกลุ่มแบงก์” ร่วง เผชิญ “น้ำท่วม” มองกดดันราคาหุ้นระยะสั้น จังหวะเลือกทยอยสะสม เพื่อการเติบโตระยะยาว รับ Investment Cycle เน้น KTB , KBANK บนกรณีน้ำท่วมไม่ยืดเยื้อจนต้องปรับเพิ่ม Credit Cost หรือปรับลดประมาณการกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี (KSS) เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มธนาคารปรับฐานท่ามกลางความกังวลผลกระทบน้ำท่วมต่อคุณภาพสินทรัพย์ โดยดัชนี BANK ลดลงจากจุดสูงสุดราว -7% ขณะที่ KTB และ KBANK ปรับลง -8.33% และ -9.34% ในช่วง 22–30 ก.ย. 2026 ตามข้อมูลที่ใช้ศึกษา เรามองว่าแรงขายแบบ Panic ดังกล่าว เริ่มเปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์ ประเมินผลกระทบเศรษฐกิจยังอยู่ในกรณีฐานและสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อไปกว่า 1-2 สัปดาห์ กระทบ GDP ราว -0.2%
หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวลดลงแรง ณ เวลา 12.25 น.
KBANK -10 บาท หรือ -4.13% มูลค่าการซื้อขายสูงสุดในตลาด 6,861.83 ล้านบาท
KTB อยู่ที่ 41.25 บาท – 2 บาท หรือ -4.62% มูลค่าการซื้อขาย 6,416.61 ล้านบาท
BBL อยู่ที่ 185.50 บาท -3.50 บาท หรือ -1.85% มูลค่าการซื้อขาย 2,298.77 ล้านบาท
SCB อยู่ที่ 150 บาท -3 บาท หรือ -1.96% มูลค่าการซื้อขาย 2,164.94 ล้านบาท
TTB อยู่ที่ 2.92 บาท -0.08 บาท หรือ -2.67% มูลค่าการซื้อขาย 440.07 ล้านบาท
ทั้งนี้ แม้ช่วง 30 กย – 4 ตค 2026 จะเป็นช่วงเฝ้าระวัง สถานการณ์ ฝน ใน กทม เริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงน้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างยังไม่ผ่านจุดสูงสุด จากการเพิ่มระบายน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ประกอบกับน้ำทะเลหนุนช่วงต้นเดือน ต.ค. ทำให้เรามีมุมมองน้ำท่วมกำลังผ่านพีคในบางพื้นที่ แต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทางระบายน้ำเหนือหลักยังมีความเสี่ยง
KSS มองปัจจัยหนุน
1) BANK ปรับฐานเข้าใกล้ระดับแรงขายในรอบ Shock ก่อนหน้า
Drawdown ของ BANK รอบนี้อยู่ที่ -6.99% เทียบกับ Oil Shock ปี 2026 ที่ -9.2%, Tariff Shock ปี 2025 ที่ -11.0% และน้ำท่วมใหญ่ปี 2011 ที่ -24.8% สะท้อนว่าราคาหุ้นตอบรับความกังวลไปแล้วระดับหนึ่ง แม้สถิติย้อนหลังจะไม่ได้ยืนยันว่าการปรับฐานสิ้นสุดลงแล้ว
2) ผลกระทบ GDP ในกรณีฐานยังต่ำกว่าปี 2011 มาก
นักเศรษฐศาสตร์ KSS ประเมินผลกระทบ GDP รอบนี้ที่ -0.2% เทียบกับ -3.0% ในปี 2011 ตามชุดข้อมูลที่ใช้ หรือประมาณ 1 ใน 15 ของครั้งนั้น ขณะที่ BANK ปรับลงแล้วราว 28% ของ Drawdown ปี 2011
ความแตกต่างนี้สนับสนุนมุมมองว่า ราคาเริ่มเผื่อความเสี่ยงไว้มากเมื่อเทียบกับผลกระทบเศรษฐกิจในกรณีฐาน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน เพราะผลต่อกำไรขึ้นอยู่กับโครงสร้างลูกหนี้ ระยะเวลาน้ำท่วม และภาระสำรองของแต่ละธนาคาร
3) KTB–KBANK ถูกขายแรงกว่ารอบ Oil Shock แล้ว
• KTB: รอบปัจจุบัน -8.33% เทียบกับ Oil Shock -5.76%, Tariff Shock -17.96% และน้ำท่วมปี 2011 -36.36%
• KBANK: รอบปัจจุบัน -9.34% เทียบกับ Oil Shock -8.21%, Tariff Shock -11.25% และน้ำท่วมปี 2011 -27.43%
ทั้งสองหุ้นจึงเริ่มน่าสนใจสำหรับการทยอยดึงสถานะกลับ โดย KBANK ปรับลงมากที่สุดในกลุ่มหุ้นธนาคารที่ปรากฏในตารางรอบปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเลือกสะสมควรพิจารณาความเสี่ยงกำไรควบคู่กับขนาดการปรับฐาน
กลยุทธ์ : เริ่มมองจังหวะสะสม เลือก KTB และ KBANK ก่อน โดยให้น้ำหนัก KTB เป็นลำดับแรก จากมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่อโอกาสสินเชื่อที่เชื่อมโยงภาครัฐและการลงทุนฟื้นฟู ตามด้วย KBANK เมื่อความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ธุรกิจและ SME เริ่มคลี่คลาย
ปัจจัยหนุนการฟื้นตัว ได้แก่ สถานการณ์น้ำที่ดีขึ้น มาตรการเยียวยาที่ช่วยประคองกระแสเงินสดลูกหนี้ และความต้องการสินเชื่อจากการฟื้นฟูและ CAPEX Cycle ระยะถัดไป แนะนำแบ่งไม้สะสมเมื่อราคาเริ่มสร้างฐาน โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า น้ำท่วมไม่ยืดเยื้อจนต้องปรับเพิ่ม Credit Cost หรือปรับลดประมาณการกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
———————————————————————————————————————————————————–

