HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส ชี้ มรสุมน้ำมันย่อตัวสั้นแต่เงินเฟ้อฝังรากเร่ง บอนด์ยีลด์ 30 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดนับจากปี 2002 ชูยุทธศาสตร์ “ชิปไทย” ดึงลงทุน 2.5 ล้านล้าน และผลประชุม Super Intelligence ในทำเนียบขาว เงินบาทอ่อนจ่อ 34 บาท หนุน 3 กลุ่มเด่น อิเล็กทรอนิกส์,กลุ่มอาหารและเกษตรส่งออก,กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และการแพทย์ ชู 5 หุ้นเด่น SCB , PTT,TOP, IRPC,BBL สู้ฟันด์โฟลว์สะดุด
บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทยที่ยังเผชิญความผันผวนสูงจากเงินเฟ้อที่ถูกฝังรากยาวนานกว่า 7 เดือน แม้ราคาน้ำมันดิบระยะสั้นจะเริ่มย่อตัวลง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ชะลอตัวและค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังเห็นสัญญาณบวกจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ “ชิปไทย” (Chip Made in Thailand) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนโต และภาพรวมกลุ่มเทคโนโลยี AI โลกที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการประชุมระดับผู้นำ ณ ทำเนียบขาว
ตลาดทุนไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบฃจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยหนุนเชิงนโยบายระดับชาติที่เข้ามาช่วยพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจ
“ฟันด์โฟลว์ต่างชาติชะลอตัว ขายสุทธิตราสารหนี้ในไตรมาส 3 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดการซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับมาติดลบที่ -7,952 ล้านบาท และต่างชาติเทขายหุ้นสุทธิเกือบ 2 หมื่นล้านบาทเพียง 6 วันทำการ และเปิดสถานะ Short สุทธิสะสมในตลาด TFEX อีก 3.3 หมื่นสัญญา โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ระหว่างสหรัฐฯ และไทย (US–TH 10Y Bond Yield Spread) ที่กว้างขึ้น ทำจุดสูงสุดนับจากต้นปี หนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องและมีโอกาสทะลุแนว 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ”
ต่างชาติแอบซื้อสวนทางในหุ้นใหญ่กลุ่ม Laggard ในช่วง 6 วันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ SCB (+2,974 ล้านบาท), PTT (+1,361 ล้านบาท), TOP (+882 ล้านบาท), IRPC (+627 ล้านบาท) และ BBL (+517 ล้านบาท)
ส่อง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์เต็มจากบาทอ่อนค่า ได้แก่ 1) กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) 2) กลุ่มอาหารและเกษตรส่งออก (TU, ITC, CPF, GFPT, STA, NER) และ 3) กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และการแพทย์ (MINT, CENTEL, ERW, AOT, BH, BDMS, PR9)
เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้สภาวะตลาดที่กระแสเงินทุนต่างชาติสะดุด แต่ยังมีหุ้นที่มี STORY และปัจจัยบวกเฉพาะตัวขับเคลื่อน บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่:
กลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์จากยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและเงินบาทอ่อนค่า: กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความพร้อมด้านการรับงานและเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีใหม่
กลุ่มพลังงาน ธนาคาร และปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่ Laggard: หุ้นเป้าหมายที่ฟันด์โฟลว์ต่างชาติเริ่มไหลเข้าสะสมสวนทางตลาดรวม เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวน
กลุ่มสื่อโฆษณาและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: หุ้นที่เข้าสู่ช่วง High Season ของผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีหลัง และได้อานิสงส์จากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และ Data Center
ส่วนหุ้นแนะนำได้แก่ TRUE: แนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตแข็งแกร่งทั้ง QoQ และ YoY พร้อมคาดหวังอัตราตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) งวด 3Q69 ที่ประมาณ 1.2% (แนวรับ 12.70 บาท / แนวต้าน 13.40 บาท / จุดตัดขาดทุน 12.40 บาท)
GULF: ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากทิศทางราคาน้ำมันดิบขาลง พร้อมแรงหนุนจาก Theme การลงทุนตามแผน PDP และการเติบโตของ Data Center (แนวรับ 59.00 บาท / แนวต้าน 62.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 57.50 บาท)
PLANB: มีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 จากส่วนแบ่งเงินลงทุนใน iCare และกำลังเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) ในช่วงครึ่งปีหลัง (แนวรับ 6.65 บาท / แนวต้าน 7.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 6.40 บาท)
