HoonSmart.com>> หุ้นแบงก์ใหญ่แรงดีไม่มีตก แรงซื้ออัด SCB-KBANK-KTB-BBL สูงถึง 19,429.98 ล้านบาท 28.38% ของทั้งตลาด เฉพาะ”เอสซีบี เอกซ์”มากกว่า 6,000 ล้านบาท ตามด้วย “กสิกรไทย”กว่า 5,000 ล้านบาท บล.ยูบีเอสเชียร์ซื้อ SCB เพิ่มเป้าอีก 13 บาท เป็น 165 บาท อัพกำไร หลังลดสำรองหนี้ ลุ้นปันผลพิเศษ ธุรกิจแบงก์ได้ดีจากเศรษฐกิจโต เงินลงทุนเพิ่ม รัฐอัดฉีดกระตุ้น ฟิทช์เพิ่มมุมมองไทย ด้านรองนายกฯ“เอกนิติ” ผนึกกำลัง กกร.เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจ
วันที่ 21ก.ย. 2569 ดัชนีหมวดธุรกิจธนาคาร (BANK) อยู่ที่ระดับ 639.10 จุด เพิ่มขึ้น 6.50 จุด หรือ+1.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง ประมาณ 20,833.76 ล้านบาท กระจุกอยู่แค่ 4 แบงก์ใหญ่ SCB, KBANK, BBL, KTB มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 19,429.98 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 28.38% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ที่มีมูลค่ารวม 68,454.74 ล้านบาท
ทางด้านนักลงทุนต่างชาติทุ่มเงินซื้อหุ้นไทยสุทธิสูงถึง 4,632.90 ล้านบาท และซื้ออนุพันธ์ 23,340 สัญญา
หุ้น SCB เป็นดาวเด่น ราคาปิดที่ 156.50 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท +2.62% มูลค่าซื้อขายสูงถึง 6,014.01 ล้านบาท ตามด้วย KBANK ปิดที่
258 บาท เพิ่มขึ้น 5 บาทหรือ +1.98%มูลค่าซื้อขาย 5,651.60 ล้านบาท
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ SCB ปรับตัวขึ้นแรง มาจากนักวิเคราะห์บล.ยูบีเอส (UBS) ปรับเพิ่มคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” ขยับราคาเป้าหมายเป็น 165 บาท จาก 152 บาท สะท้อนมูลค่าหุ้นที่ยังคงมีส่วนลดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่ม รวมถึงการคาดการณ์ผลกำไรที่จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นในปี 2570 และโอกาสในการส่งมอบผลตอบแทนจากส่วนทุนส่วนเกินที่จะเพิ่มขึ้นภายหลังการปรับใช้เกณฑ์ Basel-IV
นอกจากนี้ยังมีการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในช่วงปี 2570-2571 ขึ้น 2-5% จากการปรับลดประมาณการต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลงจากระดับ 1.65% มาอยู่ที่ 1.55-1.60% นอกจากนี้ การโอนขายหนี้เสียอย่างต่อเนื่อง และความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วม (JVAMC) เพื่อนำสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอีออกจากงบดุล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดโครงสร้างต้นทุนความเสี่ยงได้อย่างเป็นรูปธรรม
“การปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 165 บาท มาจากการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น 6% และผลบวกจากการปรับเกณฑ์ Basel-IV รวมกับนโยบายเงินปันผลอีก 3% อิงบนค่า P/E ล่วงหน้า 12 เดือน ที่ 11.8 เท่า โดย SCB และ KTB ถือเป็นธนาคารที่มีความน่าสนใจสูงสุด จากความโดดเด่นด้านความสมดุลของกำไร อัตราส่วนสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ (LLR) และความแข็งแกร่งของฐานะเงินทุน”บล.ยูบีเอสระบุ
ทางด้าน 17 นักวิเคราะห์ แนะนำหุ้น SCB โดยให้ซื้อ 5 รายและ 10 รายให้ถือ เป้าหมายราคาเฉลี่ย 159.94 บาท จากราคาสูงสุดถึง 190 บาท โดยบล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) และต่ำสุดเพียง 145 บาท จากบล.บัวหลวงแนะถือ ทั้งนี้เป็นคำแนะนำเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 บล.ทิสโก้แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 160 บาท
หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี แถมได้ประโยชน์เศรษฐกิจโต เม็ดเงินลงทุนเพิ่ม รัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นกำลังซื้อ ฟิทช์เพิ่มมุมมองไทยเป็นมีเสถยรภาพ ลดแรงกดดันในการถูกลดเรทติ้ง
วันนี้ (21 ก.ย.2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมแถลงผลการหารือแนวทางขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นับเป็นการต่อยอดจากงาน The Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งรวบรวมมุมมองและข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย หรือ “กองหน้า” ได้แก่
1. เกษตรและการแปรรูปอาหาร
2. ยานยนต์
3. การค้าปลีกและการค้า
4. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
5. การแพทย์และเวลเนส
6. การท่องเที่ยว
7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ดร.เอกนิติกล่าวว่ารัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 โดย กรอ. ตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ผ่านยุทธศาสตร์ Investment-led Growth พร้อมทั้งผลักดันสัดส่วนการลงทุนให้อยู่ที่อย่างน้อย 30% ของ GDP และตั้งเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ก้าวขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลก
“ภาคเอกชนถือเป็น ‘กองหน้า’ ของทีมเศรษฐกิจไทยที่มีบทบาทสำคัญในการลงทุน สร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ระหว่าง ‘กองหน้า’ ใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และ ‘กองกลาง’ ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน ขณะที่ภาครัฐพร้อมทำหน้าที่สนับสนุน ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน โดยทุกภาคส่วนต้องทำงานเป็นทีมเดียวกันเพื่อเร่งแปลงข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริงให้เร็วที่สุด”
นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กกร. ต้องการให้ Reinvent Thailand เป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเวทีเสนอความคิดเห็น ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจมีพลังและมีเสถียรภาพ
