TSFC ลุยนำเอไอ-ข้อมูลเชิงลึก รุกขยายสินเชื่อ-บริหารความมั่งคั่ง

Hoonsmart.com>> บล.เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ ปรับยุทธศาสตร์ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ลุย นำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics ยกระดับองค์กร บริหารความมั่งคั่ง การให้สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน ตอบโจทย์ผู้ลงทุนรายใหญ่

นายอุดมการ อุดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บล.เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (TSFC เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมก้าวสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านสินเชื่อที่มีบทบาทมากขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยการศึกษาและนำเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ เพื่อรองรับธุรกิจการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ยุคใหม่ ท่ามกลางบริบทตลาดทุนโลกและไทยที่กำลังถูกเปลี่ยนผ่านด้วย AI แพลตฟอร์มดิจิทัล ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ กระแสเงินทุนข้ามพรมแดน และพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การเติบโตในอนาคตของ TSFC มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การขยายโซลูชันสินเชื่อและหลักประกันประเภทใหม่เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น โดยขยายจากหุ้นจดทะเบียนให้ครอบคลุมตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DRs) และศึกษาการรับหุ้นกู้เป็นหลักประกันภายใต้กรอบบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด การรุกตลาด Private Wealth Financing ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์และพันธมิตรเพื่อพัฒนาการให้สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน (Securities-backed Lending Solutions) เสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ลงทุนรายใหญ่ (High-Net-Worth) และการยกระดับองค์กรด้วยเทคโนโลยี Data และ AI โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินความเสี่ยง การติดตามพอร์ตหลักประกัน ตลอดจนการตัดสินใจเชิงธุรกิจอย่างยั่งยืน

นายอุดมการ กล่าวถึงรากฐานความสำเร็จตลอด 30 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2539 ในฐานะสถาบันสินเชื่อเพื่อธุรกิจหลักทรัพย์เฉพาะทางของไทยว่า TSFC ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของตลาดทุนไทยระหว่างสภาพคล่อง ความเชื่อมั่น และโอกาสทางการเงิน ผ่านการพิสูจน์บทบาทท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจหลายยุคสมัยตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 มาจนถึงปัจจุบัน โดยการเติบโตตลอด 3 ทศวรรษอยู่บนพื้นฐานของวินัยด้านความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด สะท้อนผ่านผลงานเชิงรูปธรรม เช่น การสนับสนุนสินเชื่อและเงินทุนสะสมแก่ตลาดทุนไทยมากกว่า 100,000 ล้านบาท การเคียงข้างบริษัทหลักทรัพย์ไทยมากกว่า 20 บริษัท การทำกำไรสะสมรวมกว่า 2,600 ล้านบาท พร้อมจ่ายเงินปันผลคืนผู้ถือหุ้นกว่า 1,400 ล้านบาท

รวมถึงการรักษาระดับหนี้เสีย (NPL) ให้ต่ำกว่า 0.5% ติดต่อกันยาวนานกว่า 15 ปี จากการพิจารณาเครดิต การประเมินมูลค่าหลักประกันรายวัน และการควบคุมการกระจุกตัวอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ BBB (Investment Grade) แนวโน้ม Stable ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นแก่ผู้ให้เงินทุนและพันธมิตรในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยนายอุดมการ

สำหรับ เป้าหมายการก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 คือการต่อยอดจากฐานความแข็งแกร่งเดิมเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ เปลี่ยนความผันผวนเป็นโอกาส และพร้อมใช้จุดแข็งด้านวินัยทางการเงิน งบดุลที่แข็งแกร่ง และเทคโนโลยีที่กำลังเร่งพัฒนา ในการร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป