HoonSmart.com>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 152 จุด แรงกดดันจากหุ้น Nvidia และผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ ร่วง หลังผู้บริหารระดับสูงบริษัทด้าน AI ในสหรัฐฯ กังวลความปลอดภัยและเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี AI บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี พุ่งทะลุ 5% ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 14 กันยายน 2569 ปิดลบ โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของราคาหุ้น Nvidia และผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ หลังจากที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวลด้านความปลอดภัยและเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี AI ลง ขณะที่นักลงทุนยังมีความกังวลหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นทะลุระดับ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ก่อนที่จะมีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์กันเป็นวงกว้างว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,421.20 จุด ลดลง 152.09 จุด, -0.29%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,619.98 จุด ลดลง 37.00 จุด, -0.48%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,186.41 จุด ลดลง 146.62 จุด, -0.56%
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวลดลงทั่วโลกหลังจากผู้บริหารระดับสูงของ Anthropic, OpenAI และ xAI ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนที่สุดต่อเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้และเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
หุ้น Nvidia ลดลง 3.4% ขณะที่ Micron Technology ร่วงลงกว่า 5% ส่วน Broadcom และ Advanced Micro Devices ต่างลดลงกว่า 4%
ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ PHLX ดิ่งลง 5.9% ส่งผลให้อัตราการปรับตัวขึ้นของดัชนีในปี 2026 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 57%
ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic ได้เรียกร้องให้มีการชะลอการพัฒนาขีดความ สามารถของ AI ซึ่งมีบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยีรายอื่น ๆ สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวด้วย
อาโมเดอิระบุในบทความที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ว่า บริษัทด้าน AI จำเป็นต้องชะลออัตราเร่งในการสร้างนวัตกรรมสำหรับโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อีกทั้งยังกล่าวกับสำนักข่าว CBS News เมื่อวันอาทิตย์ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากจีนไม่ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
ขณะเดียวกันแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ว่า การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในปีนี้นั้น “ไม่ใช่ความคิดที่ดี” และยังเห็นด้วยกับความเห็นของอาโมเดอิ ส่งผลให้บริษัท AI ทั้งสองแห่งมีความเห็นสวนทางกับฝั่งวอลล์สตรีทที่คาดหวังว่าจะเห็นพัฒนาการของเทคโนโลยี AI ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม 8 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง โดยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ นำการปรับตัวลง 1.68% ตามมาด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดลง 1.44%
อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เหล่านี้และหุ้นตัวอื่นๆ เคยถูกเทขายในช่วงก่อนหน้านี้ท่ามกลางความกังวลว่าการแข่งขันจากบริษัทด้าน AI อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทปรับตัวขึ้น โดยหุ้น ServiceNow, Adobe และ Workday ต่างปรับตัวขึ้นระหว่าง 4% ถึง 7.4%
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นหลังจากซาอุดีอาระเบียปิดท่อส่งน้ำมันสำคัญที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดสูงขึ้น 1% ที่ 105.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง การกู้ยืมเงินจำนวนมากทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะยาว ได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปีสูงขึ้นแตะระดับ 5% ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะตลาดหุ้นขาขึ้น (Bull Market) เนื่องจากจะลดทอนความน่าสนใจในการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่น
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า ขณะนี้ตลาดประเมินโอกาสสูงถึง 90% ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินวันพุธนี้ เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
หุ้น Bank of Americaร่วงลง 5.1% หลังจากที่ไบรอัน มอยนิฮาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดการณ์ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจวาณิชธนกิจจะลดลงอย่างน้อย 10% ในไตรมาสที่ 3
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงกดดันหลังจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท AI ชั้นนำเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีลง ขณะเดียวกัน การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกได้บั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม
ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคต่างปรับตัวลดลง แม้ดัชนีของตลาดลอนดอนและซูริกจะปรับตัวขึ้นก็ตาม
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.99 จุด ลดลง 3.11 จุด, -0.49%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,697.57 จุด เพิ่มขึ้น 47.13 จุด, +0.44%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,117.78 จุด ลดลง 61.99 จุด, -0.76%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,440.81 จุด ลดลง 127.75 จุด, -0.50%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 2.1% ตามทิศทางหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก ทั้งนี้ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic ได้เรียกร้องเมื่อวันเสาร์ให้บริษัทต่างๆ ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของโมเดล AI เนื่องจากความกังวลเรื่องการนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการสนับสนุนจากอีลอน มัสก์ แห่ง xAI และแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI
หุ้น Soitec ผู้ผลิตชิปสัญชาติฝรั่งเศส เป็นหุ้นที่ปรับตัวลดลงหนักที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยร่วงลง 12.5%
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์กลับปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้น Octave Intelligence, Capgemini, Sage และ Relx ต่างปรับตัวขึ้นในช่วงระหว่าง 5% ถึง 7.5%
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ลดลง 2.5% โดยหุ้นของผู้ประกอบการเหมืองแร่ทั้งโลหะพื้นฐานและโลหะมีค่าต่างปรับตัวลงตามทิศทางราคาโภคภัณฑ์ที่อ่อนตัวลง
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ปรับตัวสวนทางกับภาพรวมตลาดโดยพุ่งขึ้น 2.7% โดยหุ้น GSK ปรับขึ้น 4.7% หลังจากรายงานผลการทดลองที่เป็นบวกสำหรับยารักษามะเร็งปอด 2 ชนิด ซึ่งช่วยหนุนแรงส่งให้กับหุ้นในกลุ่มนี้
หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 0.8% แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้น 2% หลังจากเกิดเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียระลอกใหม่และการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในตะวันออกกลาง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาทำให้กลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้อ และตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจของยุโรปมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก
เมื่อวันจันทร์ ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนอาจสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในขณะที่เทรดเดอร์คาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25%ภายในสิ้นปีนี้ หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีของเยอรมนี ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานของภูมิภาค อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2552 ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ก็ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 5% ในสัปดาห์นี้
เป็นที่คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 1.34 ดอลลาร์ หรือ 1.34% ปิดที่ 101.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.02% ปิดที่ 105.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

