
โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
ก่อนเกษียณ ก็รู้นะว่า เรื่องเกษียณไม่ใช่เรื่องเล่นๆ น่ากลัว แต่เวลาเกษียณจริง ก็พบว่า “เรื่องเกษียณไม่ใช่เรื่องเล่นๆ น่ากลัวจริงๆ” ไม่ใช่แค่เงินที่เตรียมไว้ไม่พอ สุขภาพก็เสื่อมเร็วกว่าที่คิด เหมือนกับว่า “อายุ 60 ปุ๊บ ปุ่มโรคเปิดปั๊บ โรคต่างๆเริ่มเข้าแถวเรียงกันมาเลย เหมือนทุกอย่างจะเสื่อมพร้อมกันไปหมด ไม่ว่าตา ฟัน กระดูก หู สมอง กล้ามเนื้อ ฯลฯ” เริ่มมีปัญหาไปหมด ถ้าย้อนกลับได้ อยากเตรียมพร้อมให้มากกว่านี้ อย่างน้อยเพื่อบรรเทาปัญหาที่จะเจอหลังเกษียณ ทำให้นึกถึงประโยคที่ว่า
“คนส่วนใหญ่คิดว่าศัตรูของการเกษียณคือเงินไม่พอ แต่ความจริงแล้ว เงินไม่พอเป็นเพียงผลลัพธ์ของศัตรูอีกหลายตัวที่ค่อย ๆ กัดกินความมั่งคั่งตลอดชีวิต”
หากต้องจัดอันดับ “ศัตรูของการเกษียณ” หลายคนอาจตอบว่า เงินเฟ้อ ค่าใช้จ่าย ภาวะตลาด เพราะ 3 ปัจจัยนี้คือ ตัวทำลายความมั่งคั่ง แต่จากงานวิจัยด้านการเงินและการวางแผนเกษียณ พบว่าความเสี่ยงที่แท้จริงมีหลายมิติ และมักเกิดขึ้นพร้อมกัน อย่างน้อย มี 5 ปัจจัย หรือ ที่เรียกว่า ศัตรูทั้ง 5 ที่ไม่ได้ทำลายแผนเกษียณในวันเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมผลกระทบจนทำให้แผนที่ดูดีในวันนี้ล้มเหลวในอีก 20–30 ปีข้างหน้า
อันดับ 1 เงินเฟ้อ (Inflation Risk)
เงินเฟ้อคือภาษีที่ไม่มีใบเสร็จ เงิน 100 บาทในวันนี้ จะซื้อสินค้าได้น้อยลงในอนาคต ตัวอย่าง
หากเงินเฟ้อเฉลี่ย 3% ต่อปี ในอีก 24 ปี ค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า นั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาท อาจกลายเป็น 80,000 บาท แม้ว่ารูปแบบการใช้ชีวิตจะเหมือนเดิม
งานวิจัย
ธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึง IMF และ OECD ต่างชี้ว่า เงินเฟ้อเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดของผู้เกษียณ เพราะรายได้หลังเกษียณมักเพิ่มไม่ทันค่าครองชีพ
อันดับ 2 อายุยืน (Longevity Risk) สมัยก่อนคนเรามักจะกลัว ความเสี่ยงของการตายก่อนเวลาอันควร “ไม่ถึงเวลาตาย ดันตาย” แต่ปัจจุบันคนมีอายุยืนกว่าที่เคย คนเราก็เริ่มเปลี่ยนมากลัว ความเสี่ยงของการตายหลังเวลาอันควร “ถึงเวลาตาย ดันไม่ตาย” เพราะไม่รู้จะอยู่ยังไง เงินไม่มี ที่มีเยอะคือ ปัญหาสุขภาพ ลองคิดดู ปัจจุบันเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี อาจต้องใช้เงินต่ออีกแค่ 20 ปี ชีวิตลำบากไม่นานเท่าไหร่ก็ตายแล้ว แต่ถ้าอายุหลังเกษียณยาวถึง 30 –40 ปี พอๆกับช่วงระยะเวลาทำงาน นึกถึงตอนทำงาน แข็งแรง มีรายได้ มีสวัสดิการ เงินเดือนยังแทบไม่พอใช้ หลังเกษียณระยะเวลาพอๆกัน รายได้ไม่มี สุขภาพไม่ดี แถมสวัสดิการก็ไม่ดี จะอยู่ยังไง ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือ >เงินหมดก่อนชีวิตหมด
อันดับ 3 ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare Risk)
หลายครอบครัวใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างความมั่งคั่ง แต่สูญเสียเงินจำนวนมากในช่วง 5 ปีสุดท้ายของชีวิตจากค่ารักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาว ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สถิติค่ารักษาพยาบาลในช่วงบั้นปลายชีวิตปี 2569 ได้รับการจับตามองอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบกับมีภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) พุ่งสูงถึง 10% – 15% ต่อปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณสุขและค่ารักษาพยาบาลส่วนบุคคลในช่วงท้ายของชีวิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ข้อมูลเชิงสถิติและข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบั้นปลายชีวิต มีรายละเอียดดังนี้ครับ
สถิติค่าใช้จ่ายในช่วงท้ายของชีวิต (End-of-Life Costs)
-
• 6 เดือนสุดท้ายคือช่วงที่จ่ายแพงที่สุด: ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่า คนไทยมักเสียค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท ในช่วงท้ายของชีวิต โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจากการยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง
-
• ระยะเวลาการเจ็บป่วย: รายงานสุขภาพคนไทยระบุว่า คนไทยมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับ ภาวะเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพในช่วงบั้นปลายนานเฉลี่ยถึง 6.9 ปี
-
• ค่าใช้จ่ายการดูแลระยะยาว (Long-Term Care): สถิติการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 250,000 บาทต่อปี ครอบคลุมทั้งค่าผู้บริบาล (Formal & Informal Care) ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์
อันดับ 4 พฤติกรรมทางการเงิน (Behavioral Risk)
ศัตรูที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่ตลาด แต่คือ “ตัวเราเอง” ตัวอย่าง ซื้อแพง ขายถูก ลงทุนตามข่าว ตื่นตระหนก ใช้เงินเกินตัว ไม่เริ่มลงทุน ฯลฯ
งานวิจัยของ DALBAR พบว่า นักลงทุนจำนวนมากได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด เพราะพฤติกรรมของตนเอง
อันดับ 5 รายได้หยุดก่อนเกษียณ (Income Risk) อดีตคนส่วนใหญ่ทำงานจน 60 ปี ปัจจุบัน AI Automation Digital Transformation และเศรษฐกิจโลก ทำให้หลายคนอาจมีรายได้สะดุดก่อนถึงวัยเกษียณ จึงต้องวางแผนรองรับ “ช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้” ทำให้เรามีระยะเวลาหาเงินสั้นลง แต่ระยะเวลาใช้เงินยาวขึ้น (เพราะอายุขัยเราเท่าเดิม)
ศัตรูที่ซ่อนอยู่
นอกจาก 5 อันดับหลัก ยังมีอีกหลายปัจจัย เช่น ภาษี ภาระหนี้สิน การหย่าร้าง การถูกหลอกลงทุน การช่วยเหลือบุตรจนเกินกำลัง การดูแลพ่อแม่ที่มีอายุยืน ฯลฯ รวมถึงพฤติกรรมของเราเอง อย่างเช่น
•Present Bias คิดว่าเกษียณยังอีกไกล จึงไม่เริ่มออม
•Optimism Bias เชื่อว่าอนาคตจะดีเอง
•Normalcy Bias คิดว่ารายได้จะมีตลอด
•Overconfidence มั่นใจเกินไปว่าตนเองลงทุนเก่ง
น้องๆที่ยังไม่เกษียณ ยังมีโอกาสเริ่มจริงจังกับแผนเกษียณแต่เนิน อย่ารอมาเริ่มตอนใกล้เกษียณ บอกจริงๆ ไม่ทัน และบางทีวันเกษียณอาจมาเร็วแบบไม่ทันรู้ตัว
อ่านบทความอื่นๆ
———————————————————————————————————————————————————–

