ซีพี-กสิกรฯ-บี.กริม-IVL แนะสูตรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

HoonSmart.com>>ผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศจาก ซีพี กรุ๊ป-ธนาคารกสิกรไทย- บี.กริม – อินโดรามา เวนเจอร์ส ร่วมแสดงทัศนะบนเวที “BANGKOK BUSINESS SUMMIT” แนะทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคความท้าทายรอบด้าน ชี้ทุกภาคส่วนต้องเร่งดิสรัปต์ตนเอง ยกระดับระบบนิเวศ AI พัฒนาบุคลากร ต่อยอดจุดแข็งภาคเกษตร-อาหารสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี-การผลิตชั้นสูงอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม การดิสรัปชันของเทคโนโลยี AI รวมถึงความท้าทายภายในประเทศด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากมองอย่างรอบคอบ วิกฤตและความท้าทายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ แต่ทุกภาคส่วนไม่สามารถดำเนินงานโดยลำพังได้ ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวทั้งภาคเอกชนและระดับประเทศ

ในส่วนของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และมีจุดแข็งอย่างมาก ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยของอาหาร และการดูแลสุขภาพ โดยเชื่อว่าในอนาคต “อาหารจะกลายเป็นยาสมุนไพร/ยารักษาโรค”

ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรเร่งลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในกลุ่มนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีอายุยืนยาวขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างสินค้าเกษตรของไทยที่กลายมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก โดยในอดีตคือข้าว แต่ปัจจุบัน “ทุเรียน” ได้กลายเป็นสินค้าแชมเปียนใหม่ ซึ่งการส่งออกทุเรียนสดอย่างเดียวมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิตข้าวทั้งประเทศซึ่งอยู่ที่ประมาณ 170,000 ล้านบาท ราว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมทุเรียนแช่แข็ง ทุเรียนแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรม หรือสินค้ามูลค่าเพิ่มอื่นๆ เช่น พลังงานบาร์จากทุเรียน หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งสะท้อนว่าสินค้าเกษตรเพียงชนิดเดียวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากหากมีการพัฒนาต่อยอด

นายศุภชัย เน้นย้ำว่า ภาคเกษตรกรรมของไทยที่มีพื้นที่ทำการเกษตรกว่า 120 ล้านไร่ จำเป็นต้องปรับตัวไปสู่การดำเนินงานที่เน้นความต้องการของตลาดเป็นหลัก โดยเร่งปรับปรุงระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ได้ถึง 3-5 เท่า พร้อมระบุว่าหากผลิตภาพของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 30% จะสามารถส่งผลให้ GDP ของประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 3% นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีอย่าง Smart Farming, AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ ร่วมกับการสนับสนุนกลุ่มสหกรณ์และผู้ประกอบการ SME จะช่วยสร้างงานและทักษะใหม่ๆ ให้แก่แรงงานไทยได้อีกมหาศาล

สำหรับการปรับตัวของเครือเจริญโภคภัณฑ์ การดิสรัปชันที่สำคัญที่สุดคือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ AI, การจัดโครงสร้างข้อมูล และเทคโนโลยีคลาวด์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับกระบวนการทำงานแบบ B2B เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ลดการใช้ทรัพยากร และลดระยะเวลาในการทำงาน เช่น การนำ AI มาวิเคราะห์ระบบขนส่งและโลจิสติกส์

นายศุภชัย ยอมรับว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน คือกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กร ยังเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้จำเป็นต้องใช้วิธีการดิสรัปต์และเร่งรัดกระบวนการทำงานให้รวดเร็วขึ้นเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในภาคธุรกิจ โดยยกตัวอย่างด้านการจัดส่งและโลจิสติกส์ว่า หากสามารถเห็นและวิเคราะห์การไหลเวียนของจราจรได้ทั้งหมดจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่พร้อมรองรับ

ทั้งนี้ องค์กรขนาดใหญ่ต่างเผชิญปัญหาเดียวกันคือกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กรที่ยังล่าช้าเกินไป ทำให้หลายแห่งเลือกใช้วิธีดิสรัปต์ตนเอง ด้วยการแยกหน่วยธุรกิจ (BU) ออกมาดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการเร่งเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ เพื่อดันไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์

สำหรับระบบนิเวศ AI เพื่อยกระดับประเทศ ประกอบด้วย 5 ระดับ ได้แก่

พลังงาน

ศูนย์ข้อมูลและการผลิตชิป

การพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง เช่น โมเดล AI ที่มีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์

AI ระดับการประยุกต์ใช้งาน ทั้งสำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม

หากประเทศไทยนำระบบนิเวศทั้ง 5 ระดับนี้มาปรับใช้ พร้อมให้สิทธิประโยชน์จูงใจและดึงดูดผู้เล่นที่เหมาะสม ก็จะสามารถสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งได้ อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากฝั่งฮาร์ดแวร์แล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันคือการพัฒนาและดึงดูดบุคลากร

ในด้านการพัฒนาคน เสนอให้เริ่มจากระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันไทยมีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาราว 2 ล้านคน หากรัฐจัดตั้งเงินทุนตั้งต้น (Seed Fund) สนับสนุนโมเดลสตาร์ทอัพ เนื่องจากทุกสาขาอาชีพตั้งแต่อาร์ตจนถึงอาหารต่างต้องใช้เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติ โดยหากจับกลุ่มนักศึกษาทีมละ 10 คน จะได้ราว 200,000 ทีม และหากสนับสนุนงบสมทบทีมละ 200,000 บาท หรือ ประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะใช้วงเงินรวมไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งการก้าวกระโดดนี้จะช่วยฝึกฝนเยาวชนคนรุ่นใหม่ และส่งผลให้บุคลากร 2 ล้านคนนี้เข้ามาเปลี่ยนโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องดึงดูดบุคลากรระดับชั้นนำจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงานในระบบนิเวศ AI ผ่านจุดแข็งของการเป็นเมืองน่าอยู่และเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการจูงใจและการลงทุนที่ชัดเจน เช่น การสร้างศูนย์นวัตกรรม ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัยหลักใน 5 สาขาเทคโนโลยี เช่น AI, เทคโนโลยีดิจิทัล, เทคโนโลยีอวกาศ, หุ่นยนต์, นาโนเทคโนโลยี/วิทยาศาสตร์วัสดุ, เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์

จากการศึกษาพบว่า โครงการพัฒนาระบบนิเวศและบุคลากรใน 5 สาขาดังกล่าว จะใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท (ราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระยะเวลา 5 ปี โดยแบ่งสัดส่วนงบประมาณออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ได้แก่ สำหรับห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ทางการวิจัย ,สำหรับการดึงดูดและจ้างงานนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก (สัญญาจ้าง 3-5 ปี) และ สำหรับงบประมาณในการทำวิจัย

คุณศุภชัย เชื่อมั่นว่าการลงทุนในบุคลากรและการยกระดับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยหลัก ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จะช่วยสร้างระบบนิเวศในการบ่มเพาะและพัฒนาบุคลากรได้อย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีและการผลิตชั้นสูงในอนาคต

น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ( KBANK) กล่าวว่า จากการศึกษาบทวิเคราะห์ของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และรู้สึกตื่นเต้นกับแผนดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าหลายฝ่ายก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน โดยในบทบาทของธนาคารพาณิชย์ พร้อมที่จะสนับสนุนด้านการเงินให้เป็นไปตามทิศทางการพัฒนาของประเทศ

ทั้งนี้ โครงการที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ตรงกับแนวทาง Reinvent Thailand และยุทธศาสตร์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด จะเป็นเป้าหมายหลักของธนาคาร โดยเน้นสนับสนุนโครงการที่มีความเป็นไปได้ทั้งในแง่โมเดลธุรกิจ และความเป็นไปได้ทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารมองว่าหน้าที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่การปล่อยสินเชื่อหรือให้อัตราเงินทุนแก่ลูกค้าเท่านั้น แต่ต้องสร้างความมั่นใจว่าเงินทุนทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังธุรกิจหรือภาคส่วนที่ส่งเสริมการเติบโตระยะยาวของประเทศ เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาลงลึกในระดับองค์กร จะพบว่าในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น อุตสาหกรรมอาหาร มีทั้งผู้ประกอบการที่ผลงานดีและไม่ดี หรือในอุตสาหกรรมที่อิ่มตัวแล้ว ก็ยังมีผู้ประกอบการที่ทำผลงานได้โดดเด่นเช่นกัน ดังนั้น การพิจารณาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SME ซึ่งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการความสำเร็จ

ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพ ขยายการเข้าถึงตลาด เสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและความรู้ รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก  ซึ่งทั้งหมดนี้คือกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ

เมื่อลูกค้าต้องปรับตัว ธนาคารพาณิชย์จึงต้องปรับตัวตามเช่นกัน โดยจะเปลี่ยนบทบาทจากการให้สินเชื่อตามธุรกรรมปกติ ไปสู่การให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของลูกค้า ทั้งในอุตสาหกรรมที่ระบุไว้ในแผน Reinvent Thailand หรือรายงานของ World Bank รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ลูกค้ามีความพร้อมในการปรับตัว ตลอดจนการสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืน การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และโครงการสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายสำคัญของธนาคารเช่นเดียวกัน

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ให้มุมมองการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันว่า แม้ทุกคนจะกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่หากมองย้อนกลับไป เชื่อว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด

เมื่อพิจารณาจากอดีต ในรุ่นคุณตาของตนต้องผ่านช่วงเวลาที่ถูกยึดทรัพย์สินถึงสองครั้ง และผ่านสงครามโลกมาถึงสองครั้ง ซึ่งต้องเริ่มต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่ในปัจจุบัน แม้จะเผชิญกับวิกฤตบ้างในบางช่วงเวลา แต่ก็ไม่มีการยึดทรัพย์สินเกิดขึ้นอีก

นอกจากนี้ ระบบสุขภาพยังดีขึ้นเรื่อยๆ ภาคอุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่อย่างยิ่ง ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ บี.กริม เริ่มต้นการเติบโตครั้งสำคัญในปี 2536 (ค.ศ. 1993) บริษัทพบว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมืออาชีพอย่างมาก

ผู้คนในโลกธุรกิจต่างทำงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เมื่อถามชาวต่างชาติส่วนใหญ่ ต่างระบุว่าอยากอยู่ที่นี่ อยากกลับมา หรือรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ผู้คน” รวมถึงอาหาร จุดเด่นการเป็นประเทศที่เป็นที่ชื่นชอบเช่นนี้ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากในการออกไปลงทุนในต่างประเทศ และเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับบริษัทไทยที่จะขยายธุรกิจไปที่ใดก็ได้ในโลก

สำหรับสิ่งที่สามารถทำได้ในระยะ 2 ปีนี้ คือการรักษาความตื่นรู้และเรียนรู้อยู่เสมอ โดยมองว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับทุกคนในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน เป้าหมายของ บี.กริม คือการทำธุรกิจด้วย “ความเมตตา” (Compassion) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในประเทศไทยเข้าใจได้ง่าย เมื่อครั้งที่ประธานบริหารคนหนึ่งของบริษัทเดินทางไปบรรยายเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่นั่นอาจยังไม่เข้าใจแนวคิดนี้เท่าใดนัก

เหตุผลที่ผู้คนอยากอยู่ในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องความเมตตา แตกต่างจากอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนที่คนส่วนใหญ่อาจมองว่าคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือนั่งอยู่ข้างๆ ในห้องเรียน แต่หากใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาอย่าง “มุทิตา” (การยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) จะทำให้เกิดความสุขมากกว่า หากคนข้างๆ ร่วมยินดีกับความสำเร็จของเรา แทนที่จะรู้สึกว่าถูกกำจัดหรือต้องขัดแย้งกัน

ในส่วนของ บี.กริม มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับภาคธุรกิจ เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ซึ่งบรรยากาศในการทำงานเต็มไปด้วยความร่วมมือ ทุกคนต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อองค์กรและพร้อมที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวสรุปว่า การจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้นั้น สิ่งสำคัญคือต้องไม่ยอมแพ้ มีความยืดหยุ่นล้มแล้วลุกไว (Resilience) ควบคู่ไปกับความใฝ่รู้ และการดำเนินธุรกิจด้วยความเมตตา

นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) เปิดเผยถึงมุมมองและการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ โภคภัณฑ์ และความผันผวนของราคาน้ำมัน รวมถึงมาตรการภาษี ว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต มักจะมองหาโอกาสและพยายามคว้ามันไว้เสมอ

บทเรียนแรกที่ได้เรียนรู้คือ การเติบโตของ IVL ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจากการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท โดยที่ผ่านมาธุรกิจต้องเผชิญกับวิกฤตเชิงระบบมากมาย ทั้งวิกฤตการเงินโลก (GFC), วิกฤตการเงินอื่นๆ, การระบาดของโควิด-19, สงคราม, ภัยคุกคาม และมาตรการภาษี ซึ่งโซลูชันสำคัญที่ทำให้บริษัทก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้ คือการปรับตัวผ่าน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ (Geographic diversity), ขนาดการดำเนินงาน (Operational scale) และการบูรณาการแนวตั้ง (Vertical integration) ซึ่งช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่า ทำให้ผลกระทบจากการบีบคั้นทางเศรษฐกิจลดน้อยลง

สำหรับวิกฤตที่ IVL กำลังเผชิญในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่คือ “ภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด” (Overcapacity) ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ทั้งจากผลกระทบของโควิด-19 และสงคราม ยูเครน แนวทางการปรับตัวของ IVL คือการสร้าง “พันธมิตร” (Partnering) และการสร้าง Synergy ร่วมกันในอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลในหลายประเทศเริ่มเข้ามาช่วยเหลือ เช่น จีนที่ดำเนินมาตรการลดการเจือจางการลงทุน เกาหลีใต้ที่สนับสนุนการรวมกลุ่มในเซกเตอร์ หรือญี่ปุ่นที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมต้องรับมือกับความจริงที่ว่า กำลังการผลิตล้นตลาดได้กลายเป็น “ความปกติใหม่” (New Normal) ที่ยากจะกลับไปสู่จุดที่มาร์จินฟื้นตัวได้เอง

นอกจากนี้ จุดเด่นของ IVL คือความสามารถในการขยายธุรกิจระดับโลกอย่างไม่เกรงกลัว โดยเดินหน้าลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะดำรงยืนยงให้ได้ถึง 150 ปี เช่นเดียวกับองค์กรใหญ่อย่าง บี.กริม

บริษัทมีการดำเนินงานในเกือบทุกประเทศในอาเซียน โดยเริ่มต้นที่อินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2538 (ค.ศ. 1995) รวมถึงเวียดนาม เมียนมา และมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแต่ละประเทศยังคงมีความแข่งขันระหว่างกัน แม้จะมีความพยายามมองอาเซียนเป็นหนึ่งเดียวก็ตาม

สำหรับการเติบโตในประเทศไทย IVL ได้รับการสนับสนุนสำคัญจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IFC (International Finance Corporation) ซึ่งไม่เพียงแต่ให้สินเชื่อโครงการ แต่ยังเข้าร่วมถือหุ้น (Equity) ส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการบริหาร (Board Director) และให้คำแนะนำ (Mentorship) แก่ทีมผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของบริษัท

ผู้บริหาร IVL กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยมีศักยภาพสูง ประสบความสำเร็จอย่างมากในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งธนาคารโลก (World Bank) ก็ชี้ว่าเป็นไปได้ สิ่งสำคัญคือภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยต้องมีความเชื่อมั่นในการออกไปแสวงหาโอกาสในตลาดต่างประเทศใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตต่อไป