แฉ 9 นักปั่นหุ้น META ก๊วนปั่น SCN ปล้นรายย่อย บริษัทขาดทุนซ้ำซาก ถูก SP

HoonSmart.com>> กรณีก.ล.ต.สั่งปรับ 18 ราย รวมทั้งสิ้น 172.56 ล้านบาท ฐานปั่นหุ้นบริษัท เมตะ คอร์ปอเรชั่น (META) ระหว่างปี 2561-2563  สำนักข่าว”หุ้นสมาร์ท”พบว่า  9 ราย คือบุคคล 9 ใน 12 รายที่ปั่นหุ้นบริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) เมื่อปี 2561 ซึ่งประกอบด้วย นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล,นายชนน วังตาล,น.ส.ทิตานัน หรุ่นเริงใจ, นายพิเชษฐ์ เพิ่มทรัพย์หิรัญ,น.ส.มณทิกา มงคลนาวิน,นายณรุจ วิวรรธนไกร,น.ส.อัญชฎา ธีรพงศ์วิษณุพร,น.ส.ภรณี เมฆดำรงแสง และ นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์

แม้ว่านายชนนไม่ยอมรับความผิด กรณีปั่นหุ้น SCN ก็ตาม แต่ในเดือนเม.ย. 2568 ก.ล.ต. ได้ส่งอัยการฟ้องศาลแพ่งเนื่องจากไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง

สำหรับผู้กระทำความผิดทั้ง 9 ราย ไม่ได้เป็นเพียงนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อาทิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และเป็นกรรมการของบริษัทด้วย

อาทิ นายชนน วังตาล เคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเคเอส คอร์ปอเรชั่น (AKS)

อีกบทบาทหนึ่งคือ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ META อันดับสอง จำนวน 116 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5.4% ของหุ้นชำระแล้ว ส่วนนายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด จำนวน 343 ล้านหุ้น สัดส่วน 15.99% จากการรายงาน ก.ล.ต. การได้มาหุ้นเพิ่มทุน เมื่อปลายเดือนมิ.ย.2565

ปัจจุบัน นาย ณัฐปภัสร์ ยังคงถือหุ้นใหญ่ที่สุดจำนวน 448 ล้านหุ้น หรือ 14.61% ส่วนนายชนน เหลือเพียง 37.75 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.23%

ส่วนนายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ อดีตเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหาร รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร  ก่อนประกาศลาออกจากทุกตำแหน่ง เมื่อเดือนม.ค.2567 เพื่อไปบริหารธุรกิจในต่างประเทศ

นอกจากนี้ 1 ใน 18 รายที่ถูกก.ล.ต.สั่งลงโทษฐานปั่นหุ้น META  คือ นายเสกสรร ครองพาณิชย์ ทางบริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ (PSP) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า นายเสกสรร ครองพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการบริหาร และกรรมการ  PSP ทางบริษัทฯ ได้รับทราบการใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งของก.ล.ต.และบริษัทฯ ได้รับแจ้งจากนายเสกสรรว่าอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต.

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2561 – 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่บริษัทฯ จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2566 และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ แต่อย่างใด โดยบริษัทฯ จะพิจารณาดำเนินการตามที่จำเป็นและเหมาะสมภายใต้กฎหมายและหลักการกำกับดูแลกิจการที่ ดี   เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ

ปัจจุบัน PSP ยังคงดำเนินธุรกิจได้ตามปกติและมุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ตามที่กำหนดไว้ บริษัทฯ จึงขอให้ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เชื่อมั่นว่า บริษัทฯ จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนอย่างเคร่งครัดต่อไป

META ขาดทุน 4 ปีติด ร่วม 1,000 ล้านบาท

META ทำธุรกิจหลักโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ผ่านการลงทุนบริษัทพลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) รับงานก่อสร้างและบริหารในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) มินบู ขนาดกำลังผลิตรวม 220 เมกะวัตต์ ณ ประเทศเมียนมา เปิดขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อปี 2562  สัญญาสัมปทาน 30 ปี  โดยร่วมลงทุนสัดส่วน 12% กับ  SCN 40% บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) 20% และกองทุนสิงคโปร์ของนักลงทุนไทยร่วมกับเมียนมา สัดส่วน 28%  หลังจากนั้นก็มีการขยายธุรกิจการเงินและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

แต่ผลการดำเนินงานกลับประสบปัญหาการขาดทุนมาถึง 4 ปีซ้อน รวมทั้งสิ้น 1,005.41 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ปี 2565-2568

ส่วนงบปี 2569 งวดไตรมาสที่ 1 และ 2 ยังส่งไม่ได้ตามกำหนดและผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นงบการเงิน จึงถูกขึ้นเครื่องหมาย SP พักการซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.2569 เป็นต้นไป  นอกจากนี้ยังถูกขึ้นเครื่องหมาย CB (Caution – Business) ตลาดเตือนนักลงทุนว่าบริษัทกำลังมีปัญหาด้านฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือสภาพคล่อง และเครื่องหมาย CS (Caution – Financial Statements) บริษัทที่มี “ปัญหาระบบงบการเงิน” เตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลในงบการเงินอย่างละเอียด

ขณะที่ SCN ประสบปัญหาขาดทุน ในปี 2567 จำนวน 217.45 ล้านบาท และปี 2568 ขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็น 371.06 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ครึ่งปีพลิกมีกำไร 16.09 ล้านบาท

จะต้องติดตามว่าบริษัทที่อ่อนแอด้านปัจจัยพื้นฐานแล้ว ยังเจอเรื่องใหญ่”ปั่นหุ้น”ซ้ำเติม  แม้บริษัทจะยืนยันว่าการกระทำของบุคคลจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นก็ตาม แต่”ความน่าเชื่อถือ”เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันและในอนาคต