HoonSmart.com >> SINO เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ‘ 69 เข้าสู่โหมดทยอยเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุน ทั้งแอร์เฟรด , คลังสินค้า และโลจิสติกส์ซัพพอร์ต เร่งดันมาร์จิ้นสูงขึ้น ปักหมุด !! 3 ปี Margin ขยับแตะ 5% มั่นใจปีนี้ รายได้ 3.5 พันลบ. ตู้ขนส่งแตะ 5.3 หมื่นตู้

นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น (SINO) เปิดเผยแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง 2569 ว่า ความต้องการขนส่งสินค้า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เริ่มเข้าสู่ไฮซีซันธุรกิจช่วงปลายปี ขณะเดียวกันค่าระวางเรือสูงขึ้นจากช่วงต้นปี
สำหรับการเติบโตครึ่งปีหลังนี้ มีธุรกิจขนส่งทางอากาศเป็นเรือธง ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นดี หลังจากบริษัทเข้าซื้อกิจการบริษัทเอ.เอส.โลจิสติกส์ (ASL) ดำเนินธุรกิจขนส่งทางอากาศเป็นแกนหลักในการขยายธุรกิจ และขยายฐานลูกค้า ตลอดจนเส้นทางในยุโรป , ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ กลุ่มงานธุรกิจสนับสนุนโลจิสติกส์ (Logistics Support) มีคลังสินค้าทั้งหมด 9 คลังที่แหลมฉบัง พื้นที่ให้บริการ 45,000 ตรม. ซึ่งสร้างรายได้จากค่าเช่าหรือค่าบริการจัดเก็บสินค้า และสามารถใช้เป็นจุดเชื่อมต่อกับธุรกิจ Freight Forwarding เพิ่มบริการให้กับลูกค้ารายเดิมได้มากขึ้น และบริการขนส่งอื่นของบริษัท ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้า การบรรจุสินค้า การขนส่ง ไปจนถึงพิธีการศุลกากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากหลายขั้นตอนของ Supply Chain แทนที่จะรับรายได้เฉพาะค่าขนส่ง รวมทั้งการเพิ่มรถหัวลากจากปัจจุบันมี 15 คัน เป็น 25 คันภายในสิ้นปีนี้ โดยมีเป้าหมายทั้งหมด 100 คันภายในเวลา 5 ปี
สำหรับ World Link Transport Group (WLTG) หรือ World Link ในสหรัฐฯ เป็นการขยายฐานลูกค้าในสหรัฐ ลดการพึ่งพาเอเจนท์ภายนอก และเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุน และกระบวนการให้บริการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“แผนงานครึ่งปีหลัง บริษัท มุ่งเน้นการ เก็บเกี่ยวผลจากการลงทุนและการขยายธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเร่งสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจในเครือ หวังยกระดับความสามารถในการทำกำไรและผลักดัน Margin ให้สูงขึ้น โดยเฉพาะการเข้าซื้อ AS Logistics และ World Link ในสหรัฐฯ ซึ่งจะเข้ามาเสริมพอร์ต Air Freight และเพิ่มศักยภาพในการบริหารต้นทุน ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้า ขนส่งข้ามแดน และบริการศุลกากร จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ต่อหนึ่งลูกค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ทิศทางครึ่งปีหลังของ SINO จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเร่งปริมาณการขนส่ง แต่ให้น้ำหนักกับ “คุณภาพของรายได้” และ “ความสามารถในการทำ Margin” มากขึ้น หลังจากบริษัทลงทุนขยายโครงสร้างธุรกิจและสร้างเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา โดยเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้เริ่มสร้างผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม
ซีอีโอ กล่าวถึง มาร์จิ้นธุรกิจ ที่มีบริการเสริมและสามารถบริหารกระบวนการได้เองมากขึ้น ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้โครงสร้างรายได้ของ SINO มีความแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าระวางเรือมีความผันผวนและการแข่งขันในธุรกิจ Freight Forwarding ยังคงอยู่ในระดับสูง บริษัทจึงเดินหน้าปรับตัวจากการเป็นเพียง Freight Forwarder สู่ Logistics Service Provider แบบครบวงจร เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่บริษัทสามารถควบคุมกระบวนการและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเดิม
ขณะที่เครือข่าย SINO World ในมาเลเซียและเวียดนาม ยังเป็นช่องทางในการขยายฐานลูกค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายของ WLTG และธุรกิจอื่นในกลุ่มได้
ปัจจุบันรายได้ของ SINO ยังคงมาจาก Sea Freight เป็นหลัก คิดเป็นประมาณ 87% ลดลงจาก 93% ในปีก่อน สะท้อนทิศทางการกระจายรายได้ไปยัง Air Freight และคลังสินค้า ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจที่มีความผันผวนสูง และเปิดพื้นที่ให้บริษัทเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
สำหรับครึ่งปีแรก บริษัทมีปริมาณการขนส่งแล้วประมาณ 27,000 ตู้คอนเทนเนอร์ และตั้งเป้าทั้งปีที่ 53,000 ตู้ ขณะที่เป้าหมายรายได้ยังคงอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท ซึ่งการเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวในช่วงครึ่งปีหลังจะไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนตู้ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังต้องจับตาความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยน Volume ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพมากขึ้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หัวใจของ SINO ในครึ่งปีหลังจึงอยู่ที่ “Harvest Mode” หรือการเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุน หลังจากที่ผ่านมาใช้เงินทุนและทรัพยากรในการสร้างฐานธุรกิจ ขยายคลังสินค้า เข้าซื้อกิจการ และสร้างเครือข่ายต่างประเทศ ขณะนี้โจทย์สำคัญคือการดึง Synergy จากสินทรัพย์และธุรกิจเหล่านั้นออกมาให้ได้มากที่สุด
หากบริษัทสามารถลดต้นทุนจากการพึ่งพาเอเจนท์ เพิ่มการใช้บริการภายในกลุ่ม ดึงลูกค้าเข้าสู่บริการแบบครบวงจร และเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก Air Freight คลังสินค้า ขนส่งข้ามแดน และบริการศุลกากรได้ตามแผน จะช่วยให้ รายได้ต่อหนึ่งลูกค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยมีโอกาสลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยโดยตรงต่อการขยาย Margin
ดังนั้น ภาพของ SINO ในช่วงครึ่งปีหลังจึงน่าสนใจในมุมของ “โตจากประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่โตจากปริมาณ” โดยการลงทุนที่ผ่านมาเริ่มเปลี่ยนจากภาระต้นทุนไปสู่เครื่องมือสร้างรายได้และกำไร ขณะที่ M&A จะถูกใช้เป็นฐานในการเพิ่มความสามารถในการควบคุม Value Chain และลดต้นทุน ส่วนคลังสินค้าและบริการครบวงจรจะเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่าต่อลูกค้า
จากนี้จึงต้องจับตาว่า SINO จะสามารถเปลี่ยนการขยายธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ให้กลายเป็น Operating Leverage และ Margin Expansion ได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากทำได้ตามแผน การเติบโตในระยะต่อไป จะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยจำนวนตู้เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการเติบโตที่มาพร้อมกับ โครงสร้างกำไรที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ SINO สู่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรอย่างเต็มรูปแบบ
