HoonSmart.com>>สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล-กูเกิล ไทย เตือนไทยเสี่ยงตกขอบยุค AI ชี้ผู้ใช้ล้นตลาด แต่ไร้การสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำ “รั่วไหล” หนัก สูญเสียเม็ดเงินออกนอกระบบอย่างมหาศาล เหตุพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ เร่งผ่าแผนดิจิทัลฉบับใหม่ แก้ปัญหาการรั่วไหลทางเศรษฐกิจ ดัน AI สู่ภาคการทำงานจริง ดึงเงินกลับประเทศ
ดร.ธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานคณะกรรมการกำกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวในในเสวนา “ไทยก้าวสู่บทใหม่:ดิจิทัลและข้อมูล กลไกสำคัญแห่งการเติบโต” หรือ “Rebooting Thailand’s Future:Digital,Data and the Next Growth Catalysts” งาน Thailand Focus 2026 ว่า แม้ไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและสัญญาณ 5G ที่เข้มแข็ง ติดอันดับเมืองยอดนิยมของ Digital Nomad และมีอัตราการเข้าถึง e-Commerce และระบบชำระเงินดิจิทัลสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลโดยรวม (IMD Digital Competitiveness) ของไทยกลับร่วงไปอยู่อันดับที่ 37 จาก 60 ประเทศ\
“เราสร้างทางหลวงดิจิทัล (Digital Highway) ที่มีคุณภาพสูงมาก แต่คำถามคือใช้มันอย่างคุ้มค่าหรือไม่” ดร.ธีรนนท์ กล่าว “การที่เราเป็นเพียงผู้บริโภครายใหญ่ (Heavy Consumer) ที่ซื้อซอฟต์แวร์และใช้คลาวด์ต่างชาติ ทำให้เกิดภาวะ ‘รั่วไหลของมูลค่าเศรษฐกิจ’ในระดับสูง ส่งผลให้ผลิตภาพของไทยไม่เติบโตตามเมื่อเทียบกับประเทศอื่น”นายธีรนันท์ กล่าว
นายธีรนันท์ กล่าวว่า ไทยมีความก้าวหน้าในการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลหลายด้าน รวมถึงการรวมศูนย์ศูนย์ข้อมูลภาครัฐกว่า 300 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลรายอุตสาหกรรม ได้แก่ การเชื่อมโยงประวัติการรักษาของโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง,ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำ-อากาศ
เพื่อปกป้องอธิปไตยทางภาษาและข้อมูล ประเทศไทยยังได้เริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างภาคธนาคาร โทรคมนาคม และภาครัฐ ในการฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Thai LLM โดยนำข้อกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และข้อมูลข่าวสารภาษาไทยมาใช้ในการเทรน AI โดยเฉพาะ
แม้โครงสร้างพื้นฐานจะเริ่มมีความพร้อม แต่ยังมีช่องว่างอันน่าตกใจ โดยไทยต้องการบุคลากรด้านข้อมูลและ AI สูงถึง 100,000 คน แต่ปัจจุบันมีเพียง 20,000 คน เท่านั้น ขณะที่ บุคลากรด้านดิจิทัลและ AI ในไทยมีอัตราการเติบโตเพียง 1.4% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก ที่เติบโตถึง 13% อย่างมาก ขณะที่ด้านการบริโภคมีความพร้อมด้านดิจิทัลสูง แต่มีธุรกิจไทยเพียง 80% ของอุปทานข้อมูลที่นำ AI ไปใช้ในการดำเนินงานจริง
อย่างไรก็ตาม ไทยยังขาดแคลนงานวิจัยขั้นสูง (Scientific Papers) ด้าน AI รวมถึงบุคลากรสาย Deep Tech และการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในฝั่งภาคเอกชนที่ยังล่าช้า ส่งผลให้ความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) ของภาคธุรกิจไทยจมอยู่ที่อันดับ 45 เพื่อแก้ปัญหานี้ DEPA อยู่ระหว่างการจัดทำ แผนแม่บทการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระยะที่ 3 โดยมุ่งเน้น 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างบุคลากร AI การยกระดับธุรกิจดิจิทัลไทยสู่ตลาดโลก การเร่งให้ SMEs และภาคเกษตร/ท่องเที่ยวใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น Quantum, เซนเซอร์ และหุ่นยนต์ในเขต EEC (Digital Valley ศรีราชา)
ปัจจุบัน เยาวชนรุ่นใหม่ในประเทศ ขาดความสนใจในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูล ซึ่งส่งผลให้เกิดช่องว่างทางทักษะ (Skill Gap) สูงถึง 1.4 ล้านตำแหน่ง ซึ่ง DEPA พยายามที่จะดึงความสนใจและสร้างบุคลากร โดยได้จัดทำโครงการนำร่องร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกกว่า 30 แห่ง ส่งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้ารับการอบรมในต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเตรียมความพร้อมให้กับกำลังคนในอนาคต ซึ่งอยากให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
ภารกิจก้าวต่อไปของไทย จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความพร้อมให้ข้อมูล บุคลากร การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการผนึกกำลังกับภาคธุรกิจและสตาร์ทอัพเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนผ่านข้อมูลมหาศาลให้กลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจฐานข้อมูล” ที่สร้างมูลค่าได้จริงในอนาคต
ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐและสถาบันวิจัย กำลังเร่งดำเนินโครงการเชื่อมโยงข้อมูลในอุตสาหกรรมจำเป็น ได้แก่ การบริการภาครัฐ, สาธารณสุข , เกษตรกรรม,การท่องเที่ยว และ อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพแข่งขัน ได้แก่ ภาคการเงิน , การผลิต, โลจิสติกส์ , ค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลให้เชื่อมโยงถึงกันได้ทั้งระบบ
นายสรุจ ทิพเสนา Country Manager ประจำประเทศไทย Google Cloud กล่าวว่า จากรายงาน Gemini Southeast Asia Report คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีสูงมาก โดยมีสถิติการใช้งานโมเดลสร้างภาพ AI อย่าง “Nano Banana” สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าประเทศอินเดีย
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่น่ากังวล คือ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการนำ AI มาใช้ในการทำงาน (AI Adoption at Work) ต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
”คนไทยใช้ AI กับเรื่องส่วนตัว เช่น การวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น หรือการแต่งข้อความให้สุภาพ แต่ในสิงคโปร์กลับนำ AI มาใช้ทำงานจริงจัง ขณะที่ฟิลิปปินส์ใช้ AI เป็น Career Coach ให้พนักงานบริการลูกค้า” คุณศรุตระบุ “พฤติกรรมการใช้งาน AI เพื่อเพิ่มมูลค่าการทำงานจริงยังคงเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่องค์กรไทยต้องเร่งปิดให้ได้”นายสรุจ กล่าว
นายสรุจ กล่าวว่า ยุคของการทำ “โครงการทดลอง AI” (Pilot Program) ได้หมดลงไปแล้วตั้งแต่ช่วงสองปีที่ผ่านมา และภาคธุรกิจไทยต้องก้าวข้ามการสร้างแค่ Chatbot ไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร (Organizational Transformation) อย่างแท้จริง เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ภายใน 12-24 เดือนข้างหน้า
ในวันนี้ เทคโนโลยี AI มีความพร้อมอย่างมากในการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนและกระจัดกระจาย (Data Silo) ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ ช่วยลดระยะเวลาในการประมวลผลและการพัฒนาซอฟต์แวร์ลงอย่างมหาศาล จากเดิมที่เคยใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน เหลือเพียงการป้อนคำสั่ง (Prompt) หรือใช้เวลาทดสอบแบบจำลองเพียงไม่กี่สัปดาห์
”นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ เหมือนกับการถือกำเนิดของอินเทอร์เน็ต” นายสรุจ กล่าว
นายสรุจ กล่าวว่า ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและการสร้างนวัตกรรมทำให้ทุกภาคอุตสาหกรรมมี “สนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน” จึงยากที่จะระบุว่าอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งจะมีเปรียบในการแข่งขันมากกว่าอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในปัจจุบันได้ย้ายจากการพัฒนาเทคโนโลยี ไปสู่การตั้งโจทย์ของภาคธุรกิจ ในการผลักดันให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างบริษัทในเครือหรือต่างแผนกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Agentic Era” หรือยุคที่ AI Agent เข้ามาเชื่อมโยงการทำงานระหว่างทีมต่างๆ ภายในองค์กร เช่น การประสานงานระหว่างฝ่ายขายและฝ่ายจัดซื้อ เพื่อให้การทำงานรวดเร็ว แม่นยำ และตอบสนองลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการดึงมูลค่าจาก AI มีการนำไปใช้ในการประมวลผลที่ AI ทำได้เหนือกว่ามนุษย์ เน้นใช้กับโครงการที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ นำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพราะ Generative AI มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ ใช้ในการกระจายความรู้ โดย AI ทำหน้าที่เสมือนคลังปัญญาที่ช่วยลดต้นทุนการสร้างนวัตกรรม เช่น การช่วยเขียนโค้ดซอฟต์แวร์ หรือการเป็นเครื่องมือข้ามกำแพงภาษาสำหรับธุรกิจ SME
ทั้งนี้ แนะนำว่า ประเทศไทยควรผสานความร่วมมืออาเซียน เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเร่งจัดทำกรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนเพื่อสร้างมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งในด้านการเชื่อมโยงระบบพลังงานหมุนเวียน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีสะอาดระหว่างประเทศ และการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนผ่านความร่วมมือในระดับภูมิภาค
