HoonSmart.com >>เอไอเอส เผยผลวิจัยเจาะลึก SME ไทย พบความเหลื่อมล้ำรายได้สูง 44 เท่า!แนะจัดกลุ่มธุรกิจแบบ “4 นักวิ่ง” ประเมินศักยภาพ -ปรับกลยุทธ์จัดการได้ตรงจุด หนุนรอด-โตยั่งยืน
ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการโครงการ AIS Infinite SMEs และ Head of AIS The StartUp บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และทีมวิจัย กล่าวว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำเป็นต้องนำข้อมูลมาค้นหาเชิงลึก (Insight) เพื่อเปลี่ยนไปสู่การลงมือปฏิบัติ (Action) ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนผลการดำเนินงาน ศักยภาพในการสร้างรายได้ และการดำเนินธุรกิจได้อย่างแท้จริง
บริษัทฯ ได้นำข้อมูลเชิงลึก ที่ได้รับความยินยอมจากเอสเอ็มอี และได้รับการสนับสนุนจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนแรก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ร่วมสนับสนุนข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถิติรายได้ย้อนหลัง 5 ปีของ SME รวมถึงอัตราการเติบโตในแต่ละเซกเมนต์
ประการถัดมา แม้ข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงจำนวนรายได้ที่เกิดขึ้น แต่การเป็น SME ที่เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจกระบวนการบริหารจัดการรายได้ให้เกิดกำไร จึงนำมาสู่ข้อมูลชุดที่ 2 ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงลึก (In-depth research) ผ่านแบบสอบถาม 63 ข้อ กับ SME จำนวน 213 ราย เพื่อวิเคราะห์รายละเอียดการแปลงรายได้ไปสู่กำไรในแต่ละมิติ
ขณะที่ข้อมูลชุดที่ 3 มาจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ประกอบการ SME จำนวน 212 ราย เพื่อตอกย้ำเหตุผลเบื้องหลังคำตอบ และนำมาจัดทำเป็นคู่มือการเติบโตของ SME (SME Growth Playbook) ต่อไป
จากการจำลองภาพหากนำผู้ประกอบการ SME จำนวน 3,000 รายมาตั้งแถวเรียงกัน ค่ากลางหรือผู้ประกอบการรายที่ 1,500 จะมีรายได้อยู่ที่ 255 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี จุดที่น่ากังวลคือ กลุ่มหัวแถวซึ่งคิดเป็น 20% แรก มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 1,500 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มหางแถวหรือ 20% สุดท้าย มีรายได้น้อยกว่า 35 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างกลุ่มหัวแถวและหางแถวที่ห่างกันถึง 44 เท่า
สาเหตุของช่องว่างดังกล่าวเชื่อมโยงกับความสามารถในการสร้างการเติบโต โดยพบว่ามี SME เพียง 20% เท่านั้นที่สามารถสร้างการเติบโตของรายได้ต่อเนื่องกัน 3 ปี ขณะที่อีก 40% สามารถเติบโตได้เพียง 2 ปีติดต่อกันก่อนที่อัตราการเติบโตจะลดลงในปีที่ 3 และอีก 40% ที่เหลือ หรือเกือบครึ่งหนึ่ง สามารถเติบโตได้เพียงปีเดียว และเผชิญภาวะรายได้ถดถอยในปีถัดมา
ทั้งนี้ ผลการสำรวจสรุปว่า SME ไทยมีความสามารถสูง แต่สิ่งที่ต้องเสริมสร้างคือการทำให้ผู้ประกอบการตระหนักรู้ว่าตนเองอยู่ จุดใดในสนามการแข่งขัน รวมถึงการประยุกต์ใช้ศักยภาพเพื่อเติบโตในแต่ละขั้นตอนอย่างถูกต้อง โดยอาศัย 2 ตัวแปรหลักในการคำนวณ ได้แก่ อัตราการเติบโต (Growth Rate) ในแต่ละปี และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อวัดความสม่ำเสมอของการเติบโต
จากผลการวิจัยดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการ SME ออกเป็น 4 รูปแบบนักวิ่ง
1. กลุ่มนักวิ่งมาราธอน (วิ่งได้เร็วและวิ่งได้นาน) มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 (20%) ของ SME ทั้งหมด มีอายุการดำเนินธุรกิจเฉลี่ย 25 ปี รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 480 ล้านบาท (ค่ากลางประมาณ 450 ล้านบาท) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 9.3% โดยกลุ่มที่เติบโตต่ำสุดยังมี CAGR อยู่ที่ 1.1% ขณะที่กลุ่มที่เติบโตสูงสุดอยู่ที่ 20.8% และมีอัตราการเติบโตสะสม 3 ปีอยู่ที่ 30.6% กลุ่มนี้ไม่มีผลการเติบโตติดลบและมีความเหวี่ยงของข้อมูลต่ำ ส่วนใหญ่เป็น SME ขนาดใหญ่ และ 64% อยู่ในภาคการผลิต ทั้งนี้ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการคาดการณ์อนาคตและการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
สำหรับข้อแนะนำในกลุ่มนี้ คือการขยายและกระจายความเสี่ยงในธุรกิจ (Diversify) เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ มองภาพรวมล่วงหน้า 12-18 เดือน พร้อมทั้งเร่งพัฒนาบุคลากรให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สิ่งที่ต้องระวังคือการลงทุนเกินตัวในสิ่งที่ไม่มั่นใจ และห้ามหยุดพัฒนาคนรวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน
2. กลุ่มนักวิ่งลมกรด (วิ่งเร็วแต่ต้องคอยหยุดพัก) มีสัดส่วนเกือบ 30% ของ SME ทั้งหมด มีอายุการดำเนินธุรกิจเฉลี่ยประมาณ 20 ปี รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 220 ล้านบาท มี CAGR เฉลี่ยอยู่ที่ 17.7% แต่มีความเหวี่ยงของผลการดำเนินงานสูง โดยกลุ่มที่แย่ที่สุดมี CAGR ติดลบ 12.3% ขณะที่กลุ่มที่เร็วที่สุดสูงถึง 70% และมีอัตราการเติบโตสะสม 3 ปีอยู่ที่ 63% กลุ่มนี้กว่า 40% อยู่ในภาคธุรกิจบริการ โดยเกือบครึ่งหนึ่งไม่สามารถทำรายได้เติบโตติดต่อกัน 3 ปี และมีรายได้ติดลบในปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีฐานรายได้ประจำ (Recurring Revenue) ค่อนข้างต่ำ
คำแนะนำสำหรับกลุ่มนี้ คือการบริหารจัดการต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ให้เหมาะสม การเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ เช่น งานบริการบำรุงรักษา และการขยายฐานลูกค้าผ่านพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) สิ่งที่ห้ามทำคือ การลงทุนใน Fixed Cost เกินความจำเป็น การพึ่งพิงรายได้จากโครงการใหญ่มากเกินไป และการสร้างช่องทางออนไลน์ที่มากเกินความจำเป็น
3. กลุ่มนักวิ่งลู่วิ่ง (วิ่งช้าแต่สม่ำเสมอ) มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 (25%) เป็นกลุ่มที่มีอายุการดำเนินธุรกิจสูงที่สุด (โดยประมาณ 30% อยู่มาอย่างยาวนาน) มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 300 กว่าล้านบาท มีกระแสเงินสด (Cash Flow) ดี แต่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) เพียง 3% (ต่ำสุดติดลบ 13% สูงสุด 6%) และมีอัตราการเติบโตสะสม 3 ปีเพียงประมาณ 8% ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิต ความสม่ำเสมอของกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดจากความสามารถในการบริหารจัดการหรือการแข่งขัน แต่เกิดจากการอยู่ในธุรกิจที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
แนวทางแก้ไขคือ การปรับโครงสร้างรายได้ (Revenue Mix) การสร้างสมดุลระหว่างราคาและต้นทุน การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และการใช้พันธมิตรขยายตลาด สิ่งที่ห้ามทำคือ การมองข้ามธุรกิจหลัก (Core Business) การละเลยอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า การอยู่นิ่งโดยไม่ลงทุนในคน ข้อมูล หรือเทคโนโลยี และการรอจนเกิดสัญญาณวิกฤต
4. กลุ่มนักวิ่งที่บาดเจ็บ เป็นกลุ่มที่น่าห่วงที่สุด มีสัดส่วนประมาณ 22% มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 110 ล้านบาท เป็นกลุ่มธุรกิจอายุน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี) มีค่ากลาง CAGR ติดลบ 8% (ต่ำสุดติดลบ 45% และสูงสุดบวกเพียง 3%) มีอัตราการเติบโตสะสม 3 ปี ติดลบ 24% ส่วนใหญ่เป็น SME ขนาดเล็กและกลางที่ประสบปัญหาด้านกระแสเงินสด โดยสัดส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้า
สิ่งที่ต้องดำเนินการด่วนคือ การปกป้องกระแสเงินสด การหาสาเหตุของปัญหา (Root Cause) การแสวงหาพันธมิตรหรือแหล่งทุนสนับสนุน เช่น SME D Bank และการแก้ไขปัญหาภายในให้แข็งแรงก่อนเริ่มโครงการใหม่
ในตอนท้าย เอไอเอส ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ สภา SME, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และเตรียมเรียนเชิญ SME D Bank เปิดตัวรายงานฉบับเต็มพร้อมแบบประเมินตนเอง (Self-assessment) เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME สามารถตรวจสอบสภาวะธุรกิจและนำคำแนะนำไปปรับใช้ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
