HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัขนีหลักปิดร่วงต่อเนื่อง ดาวโจนส์ดิ่ง 703 จุด หลังบอนด์ยีลด์ยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผลประกอบการ “วอลมาร์ท” น่าผิดหวัง มีผลต่อมุมมองเชิงลบของนักลงทุนต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ด้าน “ราคาน้ำมัน” พุ่งขึ้นสร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบเล็กน้อย
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ร่วงลงเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ขณะที่ผลประกอบการที่น่าผิดหวังจากวอลมาร์ท บริษัทค้าปลีกชั้นนำ มีผลต่อมุมมองเชิงลบของนักลงทุนต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นยิ่งทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,759.21 จุด ลดลง 703.84 จุด, -1.32%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,641.16 จุด ลดลง 66.82 จุด, -0.87%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,067.17 จุด ลดลง 263.92 จุด, -1.00%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี ดีดตัวกลับขึ้นไปเหนือระดับเดิม 4.704% ก่อนที่กระทรวงการคลังจะประกาศเมื่อเช้าวันพุธว่าจะเพิ่มการรับซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10, 20 และ 30 ปีขึ้นอย่างน้อยสองเท่าในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ปรับขึ้นมาที่ระดับ 5.248%
นายสก็อต์ เบสเซนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวกับสำนักข่าว CNBC เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ปฏิบัติการรับซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวอาจมีมูลค่าสูงกว่าตัวเลข 4 พันล้านดอลลาร์ที่ได้ประกาศไว้
แม้กระทรวงการคลังจะดำเนินมาตรการซื้อคืนพันธบัตรครั้งใหญ่ เพื่อชะลอการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร แต่นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นขาขึ้น
หุ้นวอลมาร์ท ร่วงลง 9.2% หลังจากที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลกรายนี้ทำยอดขายเทียบเคียงได้ในไตรมาสต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย รายงานข้อมูลวอลมาร์ทฉุดดัชนี S&P 500 ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลง และร้านค้าปลีกคู่แข่งอย่าง Costco, Dollar Tree และ Albertsons (ACI.N) ต่างปรับตัวลดลงตาม 1% ถึง 2.6%
อีกปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการ มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและหนักหน่วงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อประเทศใดก็ตามที่สนับสนุนอิหร่าน
โมนา มหาจาน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ Edward Jones ระบุว่า การที่ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นจนทะลุระดับ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ซ้ำเติมความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อของผู้บริโภค นักลงทุนมีความกังวลอยู่ก่อนแล้วหลังจากข้อมูลยอดค้าปลีกและตลาดแรงงานประจำเดือนกรกฎาคมออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ลดลง 1.93% ซึ่งถือเป็นการลดลงมากที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ในดัชนี S&P 500 ตามมาด้วยกลุ่มเฮลท์แคร์ ที่ลดลง 1.93% เช่นกัน โดยหุ้นในกลุ่มนี้ที่ฃลดลงมากที่สุดคือบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Moderna ซึ่งปิดตลาดลดลง 23.5% หลังจากที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 177% ในวันพุธที่ผ่านมา
ด้านกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ในดัชนี S&P 500 ลดลง 1.8% โดยมีบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Amazon ฉุดดัชนีลง หุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในกลุ่มนี้ได้แก่ Royal Caribbean Group และ Carnival Corp ซึ่งต่างปรับตัวลดลงกว่า 4% เนื่องจากธุรกิจมีความอ่อนไหวต่อราคาเชื้อเพลิง
ดัชนีกลุ่มพลังงานของ S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน อันเป็นผลมาจากการชะงักงันของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยขยับขึ้น 0.15%
หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล เช่น MicroStrategy และ Coinbase Global ต่างปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 7% หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล
หุ้น Deere ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลกปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น 6.9% หลังจากที่ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิสำหรับปีบัญชี
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเล็กน้อย เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังคงมีผลต่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ขณะที่การฟื้นตัวของตลาดพันธบัตรทั่วโลกภายหลังการเข้าแทรกแซงของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ช่วยจำกัดการปรับตัวลงของดัชนี
ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 7 แล้ว และถือเป็นช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 650.35 จุด ลดลง 0.81 จุด , -0.12%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,748.16 จุด เพิ่มขึ้น 4.81 จุด, +0.04%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,453.09 จุด ลดลง 48.82 จุด, -0.57%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,983.04 จุด ลดลง 108.29 จุด, -0.42%
ภาวะชะงักงันในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือน ได้บั่นทอนความหวังที่ว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาดำเนินตามปกติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และจุดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อขึ้นมาอีกครั้งในหมู่นักลงทุนทั่วโลก
นักวิเคราะห์ของ Swissquote กล่าวว่า แรงกดดันด้านราคาอาจสูงขึ้นในการรายงานข้อมูลรอบถัดไป เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดลงในเดือนกรกฎาคมเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อพิจารณาถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทางออกที่ง่ายดาย ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจึงยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับขึ้น 0.9% ตามราคาน้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้าที่พุ่งขึ้น 2.2% แต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกลับฉุดให้หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ ลดลง 0.7%
อย่างไรก็ตาม ตลาดมีความโล่งใจขึ้นเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนทรงตัวในวันพฤหัสบดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการเพิ่มสภาพคล่องเพื่อสนับสนุนตลาดตราสารหนี้ระยะยาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวแย่กว่าตลาดอื่นในภูมิภาค โดยลดลง 0.6% จากแรงกดดันในหุ้นกลุ่มสินค้าหรูโดยหุ้นของ Kering (บริษัทแม่ของ Gucci) และ LVMH (บริษัทแม่ของ Louis Vuitton) ลดลง 3.6% และ 2.8% ตามลำดับ
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ดัชนีราคาผู้ผลิตของเยอรมนีในเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี โดยมีปัจจัยหนุนจากต้นทุนสินค้าขั้นกลางและพลังงานที่สูงขึ้น
ดัชนีหุ้นหลักของสวีเดน เพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าพร้อมจะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดหากแรงกดดันด้านราคาเร่งตัวขึ้น
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น JD Sports ผู้ค้าปลีกชุดกีฬาจากอังกฤษร่วงลง 14.3% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงหนักที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังจากที่ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรลง เนื่องจากยอดขายพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือ
หุ้น Novonesis ผู้ผลิตโซลูชันทางชีวภาพสัญชาติเดนมาร์กพุ่งขึ้น 9.7% หลังจากที่รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ พร้อมทั้งปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการตลอดทั้งปีและประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดที่ 87.83ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 2.16 ดอลลาร์ หรือ 2.36% ปิดที่ 93.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

