OR ลั่นครึ่งปีหลังกำไรฟื้นแรง ขาดทุนสต๊อกต่ำ EV-คาเฟ่ อเมซอนหนุน

HoonSmart.com>>”ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก” (OR) แย้มครึ่งหลังปี 69 กำไรฟื้นแรง  ยันไตรมาส 2 ต่ำสุดจากผลกระทบสต็อกน้ำมัน คาดไตรมาส 3 ใกล้ปกติ  ราคาน้ำมันเริ่มนิ่ง-บริหารคลังน้ำมันมีประสิทธิภาพ  ปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ เพิ่มสัดส่วน EV และธุรกิจ Lifestyle ลดความผันผวนระยะยาว  เคลียร์สินทรัพย์ไม่ทำกำไร ปรับกลยุทธ์การลงทุนในกัมพูชา

นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 3/2569 ผลงานดีขึ้น จากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบเริ่มลดลง ช่วงที่เหลือของปีคาดกรอบราคาอยู่ในช่วง 82-94 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล สูงกว่าปีก่อนที่อยู่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐฯร์ต่อบาร์เรล  และบริษัทยังคงต้องระมัดระวังและบริหารระดับสินค้าคงคลังให้เหมาะสม จากที่เคยเกินมา 2-3 วันในไตรมาส 2 ได้ลดลงมาสู่ระดับปกติที่เฉลี่ย 14 วันแล้ว ส่งผลให้ผลกระทบจากสต็อกจะน้อยมาก และอาจไม่มีมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ (NRV) จากไตรมาส 2 ขาดทุนสต๊อกประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท และ NRV 2,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังคาดว่าปริมาณขายน้ำมันรวมของปี 2569 จะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 โดยกลุ่มขายปลีกยังคงเติบโตต่อเนื่องและสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะที่กลุ่ม Commercial คาดปริมาณขายลดลงเนื่องจากอุปสงค์ชะลอตัว ขณะที่อุปทานในตลาดมีสูง ทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง ด้านน้ำมันอากาศยาน (Jet) คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของนักท่องเที่ยวบางประเทศยังมีปัญหา ประกอบกับสายการบินต้องระมัดระวังเรื่องต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนอาจต้องลดเที่ยวบินลง

ขณะเดียวกันภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีนี้เติบโต 3% ชะลอตัวลงจากปีก่อน จากภาวะสงครามและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทย โดยแบงก์ชาติประเมิน GDPเติบโต 2.3%  สภาพัฒน์ประเมินไว้ที่ 2.2% ซึ่งในไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ถือว่าชะลอตัวอย่างมากและรั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน ส่งผลให้อำนาจการซื้อของประชาชนลดลง มีการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เป็นจุดต่ำสุด จากราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์สงคราม โดยปรับตัวขึ้นไปเฉลี่ยถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมา OR ในฐานะผู้นำตลาดจำเป็นต้องสำรองน้ำมันไว้ให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ส่งผลให้ได้รับผลกระทบทางบัญชี  แต่หากไม่รวมผลกระทบดังกล่าว Marketing Margin ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับสถานะลูกหนี้เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน คงค้างอยู่ที่ 13,000 – 14,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมามีการทยอยได้รับเงินคืนมาโดยตลอด และจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนน้อยลง คาดว่าสถานะลูกหนี้กองทุนจะลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล

ส่วนแผนระยะยาวบริษัทวางเป้าหมายปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน EV ให้เป็น 10% ของกลุ่ม Mobility ภายใน 5-6 ปี  ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง  สร้างรายได้เข้ามาชดเชยจากธุรกิจน้ำมันที่มีความผันผวน และช่วยเพิ่มมาร์จิ้นในอนาคต  ขณะที่ธุรกิจ Lifestyle ยังคงรักษาระดับ EBITDA ในระดับสองหลักเทียบกับ Mobility ที่เป็นหลักเดียว โดยมีแบรนด์หลักอย่าง Caf Amazon ที่ยังคงเติบโต ยอดขายเพิ่มขึ้น และเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายสาขา Caf Amazon ในประเทศบังกลาเทศเบื้องต้น 100 สาขา ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ยังมีโอกาสโตสูง จากการเติบโตของ GDP เหมาะสมและยังไม่มีผู้เล่นมาก  เพื่อใช้เป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียใต้

นอกจากนี้บริษัทยังคงเดินหน้าบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไรอย่างต่อเนื่อง  เช่น ถอนการลงทุนใน Texas Chicken ส่วนบสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาแม้จะมีโอกาสในการเติบโต แต่ก็มีความขัดแย้งทางชายแดนที่เกิดขึ้น ทำให้สูญเสียโอกาส ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับกลยุทธ์การลงทุนและทบทวนสินทรัพย์ในกัมพูชาอย่างจริงจัง