ดาวโจนส์ปิดบวก 69 จุด S&P 500 แตะนิวไฮ PPI ชะลอตัว ลดคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 69 จุด ดัชนี S&P 500 พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังรายงานตัวเลขเงินเฟ้อช่วยลดคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนก.ย. ดัชนีผู้ผลิต PPI ต่ำกว่าคาด ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ร่วงกว่า 2% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดทรงตัว

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ปิดในแดนบวก ดัชนี S&P 500 พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ช่วยลดคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนกันยายน ประกอบกับมีรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมาก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,839.99 จุด เพิ่มขึ้น 69.72 จุด หรือ +0.13%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,798.99 จุด เพิ่มขึ้น 50.49 จุด, +0.65%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,803.03 จุด เพิ่มขึ้น 214.54 จุด, +0.81%

กระทรวงแรงงาน รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกรกฎาคมว่าเพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่า 4.9% ที่นักวิเคราะห์คาด และชะลอตัวลงจาก 5.5% ในเดือนมิถุนายน

ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และชะลอตัวลงจาก 4.7% ในเดือนก่อน รายงานข้อมูล PPI และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ร้อนแรงเกินไปช่วยหนุนดัชนี S&P 500 ให้ปรับตัวและปิดในแดนบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วันทำการ และส่งผลให้นักลงทุนลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลง

นอกจากนี้ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อลดลง ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า บรรดาเทรดเดอร์ประเมินโอกาส 63% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมเดือนหน้า

ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ Sandisk และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ โดย Sandisk และ Micron Technology พุ่งขึ้น 13.7% และ 4.2% ตามลำดับ ขณะที่หุ้น Microsoft เพิ่มขึ้นเกือบ 1% และหุ้น Meta Platforms ปรับตัวขึ้น 2.8%

หุ้น Netflix บริษัทสตรีมมิ่งปรับขึ้น 5.4% หลังจาก Bill Ackman มหาเศรษฐีนักลงทุนเปิดเผยว่าได้เข้าถือหุ้นในบริษัท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของกองทุน Pershing Square

หุ้น Tapestry บริษัทเจ้าของแบรนด์ Coach ร่วงลงกว่า 16% หลังจาก คาดการณ์ว่าการเติบโตของรายได้ประจำปีจะเป็นไปอย่างจำกัด

หุ้น Dell Technologies เพิ่มขึ้น 2.1% และหุ้น HP ปรับตัวขึ้น 6.9% หลังจากผลประกอบ การรายไตรมาสของ Lenovo จากจีนออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

หุ้น Cisco Systems ลดลง 8.4% หลังจากที่การคาดการณ์รายได้ในเชิงบวกของผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายรายนี้ยังไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนที่มีความคาดหวังสูงได้ฃ

นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนจากการรณรงค์ทางทหารอย่างแข็งขันไปเป็นการมุ่งเน้นแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ฝ่ายบริหารของทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยโต้แย้งข้อมูลจากภาคเอกชนที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ในระดับต่ำ

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านระบุว่า อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างหนักเกี่ยวกับความพยายามในการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามอิหร่านอย่างถาวร ขณะที่การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญยังคงถูกจำกัด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัว ขณะที่นักลงทุนรอติดตามข้อมูลเงินเฟ้อของยูโรโซนภายหลังผ่านพ้นช่วงการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง อีกทั้งราคาโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงยังเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่

ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในการซื้อขายรอบก่อนหน้า
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 659.24 จุด ลดลง 0.24จุด , -0.04%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,772.67 จุด ลดลง 60.48 จุด, -0.56%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,650.56 จุด ลดลง 24.38 จุด, -0.28%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,299.74 จุด ลดลง 31.33 จุด, -0.12%

บริษัทในภูมิภาคยังรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โดยกำไรของกลุ่มพลังงานและกลุ่มวัสดุได้รับแรงหนุนจากราคาโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

จูสท์ ฟาน ลีนเดอร์ส นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสจาก Van Lanschot Kempen Investment Management กล่าววา ภาพรวมของผลประกอบการมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญมากสำหรับตลาดหุ้นยุโรป

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังคงซบเซาเนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างอ้างสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก

เดวิด มอร์ริสัน นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Trade Nation กล่าวว่า ปัญหาที่แท้จริงในขณะนี้คือการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงในราคาสินทรัพย์ เพราะที่ผ่านมาตลาดมักจะคาดการณ์มาตลอดหลายเดือนว่าสงครามกำลังจะยุติลงเร็ว

น้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 0.7% โดยมีแนวโน้มปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 วัน เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปสงค์ทั่วโลกที่อาจชะลอตัวและปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นได้กดดันราคา

หุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 0.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน ลดลงมากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยร่วงลง 3% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน อันเป็นผลมาจากราคาโลหะมีค่าและทองแดงที่อ่อนตัวลง

นอกจากนี้ ตลาดยังคงจับตาดูข้อมูลเงินเฟ้อของยูโรโซนที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กับหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม ปรับขึ้น 1.3% และ 1% ตามลำดับ ซึ่งช่วยจำกัดการปรับตัวลงของดัชนี STOXX 600

ส่วนหุ้นรายตัว หุ้น Maersk กลุ่มบริษัทขนส่งทางเรือสัญชาติเดนมาร์กปรับขึ้น 9.4% หลังจากที่มีผลกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปีเป็นครั้งที่สองในปีนี้ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความต้องการที่แข็งแกร่งส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 2.02 ดอลลาร์ หรือ 2.43% ปิดที่ 81.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคมลดลง 1.91 ดอลลาร์ หรือ 2.15% ปิดที่ 87.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–