HoonSmart.com >> ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนผู้ใช้จริงร่วมถอดบทเรียนในเวทีเสวนา “จากผลลัพธ์เชิงบวกสู่การขยายผล: พัฒนาทักษะ EF เพื่อสร้างพลเมืองไทยที่มีวินัยทางการเงิน” ช็อกระบบ พบพฤติกรรมเด็กสะกิดพ่อแม่ปรับงบครอบครัว-ช่วยแก้วิกฤตหนี้ระยะยาว
เวทีเสวนา”จากผลลัพธ์เชิงบวกสู่การขยายผล:พัฒนาทักษะ EF เพื่อสร้างพลเมืองไทยที่มีวินัยทางการเงิน” จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป ในงานเปิดโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วนัยการเงิน
มีวิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย นางธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานคณะกรรมการด้านสื่อสารมวลชน ในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย นายกิตติพัฒน์ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการสถานบริการวิชาการด้านตลาดทุนเศรษฐกิจและธุรกิจประยุกต์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นายวีรัตน์ สานุมิตร ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลศึกษาธิการ จังหวัดเชียงราย และผู้แทนครูปฐมวัย ผู้แทนครูประถมศึกษา จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้นำทักษะ EF ไปใช้จริงสรุปได้ว่า
การขับเคลื่อนทักษะทางการเงินและทักษะสมอง (Executive Functions: EF) ในสังคมไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยโมเดลการขับเคลื่อนเชิงระบบผ่าน “สามเหลี่ยมฐานราก 3 มิติ”
มิติที่ 1 การกำหนดเงื่อนไขทางนโยบายในระดับโครงสร้าง เช่น การเชื่อมโยงโครงการ EF และวินัยทางการเงินเข้ากับเกณฑ์การประเมิน การแข่งขัน หรือการสนับสนุนงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นโยบายเชิงรุกนี้ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบังคับ (Institutional Driver) ให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม
มิติที่ 2 การรวบรวมและบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และภาคีเครือข่าย เพื่อถ่ายทอดไปสู่สื่อการเรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ เช่น นิทานอิเล็กทรอนิกส์ และบอร์ดเกมวางแผนทางการเงิน
มิติที่ 3 การกระจายกระบวนการเรียนรู้และนวัตกรรมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างสังคม
กระบวนการดำเนินงานให้เกิดผลลัพธ์อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ต้องอาศัยกลไกการสนับสนุนจากภาคเอกชนและองค์การมหาชน เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ทำหน้าที่เป็น “กระสุนดินดำ” และ “แม่แรงทดแรง” ไม่สามารถพึ่งพาการขับเคลื่อนโดยภาครัฐในรูปแบบดั้งเดิมได้ เพราะมีลักษณะความยืดหยุ่นต่ำและตอบสนองช้า โดยเปรียบเทียบว่าการทำงานโดยภาครัฐเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ผลลัพธ์ใหม่ๆ เป็นไปได้ยาก เสมือน”สภาวะยักษ์พลิกตัว” ซึ่งยักษ์ตัวใหญ่ พลิกตัวเองช้า ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนภายนอกช่วยพลิก
ดังนั้น ต้องหันมาลงทุนในตัวบุคคล สร้างกระบวนการ สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ และนวัตกรรมสื่อ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย โดยไม่ต้องพึ่งพาขั้นตอนทางบริหารของภาครัฐเพียงอย่างเดียว
รวมถึง การมอบอิสระให้แก่บุคลากรทางการศึกษาในการออกแบบ ปรับปรุง และประยุกต์ใช้สื่อให้เข้ากับบริบทของนักเรียน เช่น การแปลงเนื้อหานิทานไปสู่สื่อดิจิทัล
การจัดระบบนิเทศและสนับสนุนครูผู้สอนอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ห้องเรียนทำงานโดยโดดเดี่ยว
ทั้งนี้ การส่งเสริมวินัยทางการเงินไม่ได้จำกัดผลลัพธ์อยู่เฉพาะในห้องเรียน แต่เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับเชิงพฤติกรรม ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศของชุมชน
ระดับนักเรียน ถูกปลูกฝังเรื่อง “คิดก่อนซื้อ” การแยกแยะระหว่างความจำเป็นและความอยาก รวมถึงการเรียนรู้ทักษะการตัดสินใจ การบริหารความเสี่ยง และการล้มแล้วลุกผ่านบอร์ดเกม
ระดับครอบครัว พฤติกรรมของเด็กกลายเป็นตัวสะกิด ให้ผู้ปกครองเริ่มเปิดเผยสถานะทางการเงิน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย ฟื้นฟูการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และวางแผนการเงินร่วมกันทั้งครอบครัว
ระดับครูและผู้บริหาร การสอนเด็กและการลงมือเล่นสื่อการเรียนรู้ส่งผลให้ครูและผู้บริหารเกิดความตระหนักรู้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความฟุ่มเฟือยส่วนบุคคล และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงหลังการพัฒนาทักษะ EF
ระยะสั้น เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคทันทีในกลุ่มผู้บริหารและครู ครอบครัวเริ่มกระบวนการจัดทำงบประมาณและสื่อสารสถานะทางการเงินร่วมกัน ส่วนครูประยุกต์ใช้สื่อการสอนทางการเงินและบอร์ดเกมในห้องเรียนอย่างแพร่หลาย
ระยะกลาง ปัญหาหนี้สินครูและสหกรณ์ครูลดลงผ่านการปรับพฤติกรรมตนเอง
ระยะยาวเชื่อว่า เด็กเติบโตเป็นประชากรที่มีภูมิคุ้มกันทางการเงินและวินัยทางการเงินติดตัว
นางธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าวว่า การเงินไม่ใช่เรื่องยากเกินวัย หากสื่อสารให้ใกล้ตัวและเข้าใจง่าย ผ่านนิทานหรือกิจกรรมที่ลงมือทำได้จริง และเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัยและส่งต่ออย่างต่อเนื่องทุกช่วงวัย จะเป็นรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนในอนาคต
นายวีรัตน์ สานุมิตร ผู้อำนวยการ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดเชียงรายกล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีรากฐานการขับเคลื่อนทักษะสมอง EF อย่างเข้มแข็ง การนำสื่อความรู้ทางการเงินมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้ครูบรรลุตามตัวชี้วัดของหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และนักเรียน ครูผู้สอน รวมถึงผู้ปกครอง มีความรอบรู้ทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
นายกิตติพัฒน์ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การลงทุน คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ปัญหาการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ คือขาดการถูกฝึกให้คิดก่อนตัดสินใจ และขาดการปลูกฝังนิสัยการใช้เงินมาตั้งแต่วัยเด็ก องค์ประกอบความรู้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่างมีผลชี้ตรงกันว่าเด็กช่วงปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions, EF) ให้ได้ผลดีที่สุด ทักษะ EF ส่วนแรกคือการยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามแรงกระตุ้นหรือตามอารมณ์ทันที เป็นพื้นฐานสำคัญในการ “อดใจไม่ยอมซื้อ” หรือแม้กระทั่ง “ออมก่อนใช้” หรือการเลือก “ซื้อไว้ใช้ ไม่ใช่ซื้อไว้โชว์” ทักษะ EF ส่วนที่สอง คือความจำเพื่อใช้งาน ด้วยการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และมีกระบวนการย้ำเตือนความจำ ทำให้จิตผูกพันกับเป้าหมายทางด้านการเงิน และทักษะ EF ส่วนที่สาม คือความยืดหยุ่นทางความคิด สามารถปรับเปลี่ยนแผนการเงิน ไปตามสถานการณ์ชีวิตที่อาจจะเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นได้
ผลลัพธ์จากการปฏิบัติจริงแสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหาทางการเงินของประเทศต้องดำเนินการตั้งแต่วัยเด็กผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การขยายผลในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนพร้อมกันทั่วประเทศ โดยใช้นโยบายเป็นตัวกำหนดทิศทาง ใช้สื่อนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ และใช้ภาคีเครือข่ายภายนอกเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อเปลี่ยนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กลายเป็นความมั่นคงทางการเงินสว่างไสวทั่วประเทศอย่างแท้จริง
สำหรับโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 ในพื้นที่อำเภอนำร่อง 2 แห่งของจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งครบทั้ง 18 อำเภอในปี 2567 และขยายผลไปยังจังหวัดน่านและลำปาง ต่อมาในปี 2568 ได้เริ่มบูรณาการความรู้ทางการเงินกับทักษะ EF ในสถานศึกษา 20 แห่ง และเตรียมที่จะขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมไปยังสถานศึกษาระดับปฐมวัยและประถมทั่วประเทศ ที่มุ่งจะพัฒนาในเรื่องความรอบรู้ทางการเงิน รวมทั้งต่อยอดไปยังคณะครุศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษากว่า 10 แห่งเพื่อสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะ และ เจตคติในการสอนความรอบรู้ทางการเงินด้วย นอกจากนี้ โครงการยังพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายเพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการฯ ได้ที่ www.setfoundation.or.th
