HoonSmart.com>>”ไทยยูเนี่ยน” (TU) ปลื้มเอาชนะวิกฤตสงคราม-พลังงาน ไตรมาส 2/69 กวาดกำไร 1,264 ล้านบาท โต 12.6% อัตรากำไรขั้นต้น 21.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ วิ่งเข้าเป้าปี 73 จ่ายปันผลนิวไฮ 0.40 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.3% D/E ลดลง ตอกย้ำสถานะการเงินแข็งแกร่ง เพิ่มเป้าหมายปี 69 ยอดขายโต 4-6% อัตรากำไรขั้นต้น 19.5 – 20.5% ลดค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX) 500 ล้านบาท เหลือ 5,000-5,500 ล้านบาท คงจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% หุ้นวิ่งรับข่าวดี
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยผลงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,264.05 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.33 บาท เพิ่มขึ้น 12.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,272.57 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.32 บาท รวมครึ่งแรกปีนี้กำไรทั้งสิ้น 2,377.32 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.62 บาท ดีขึ้น 3.7%จากที่มีกำไรสุทธิ 2,291.82 ล้านบาท หรือ 0.56 บาทต่อหุ้น
กำไรเติบโตในระดับแข็งแกร่ง โดยไตรมาสที่ 2/ 69 มียอดขายเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 33,845 ล้านบาท นับเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 สะท้อนความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ผลงานในไตรมาส 2 ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนกำลังสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 21.4 %ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ปริมาณการขายที่เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 รวมถึงเงินปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 14% ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการส่งมอบผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง TU จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีผลกำไร พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
อัตรากำไรขั้นต้น ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,238 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 2,150 ล้านบาท
ส่วนอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(DE) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.15 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และฐานะทางการเงินที่มั่นคง ขณะที่เงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 14.3% อยู่ที่ 0.40 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 14 ส.ค.2569 และจ่ายเงินวันที่ 28 ส.ค.2569 นับเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ระหว่างกาลที่ 3.4%
ในไตรมาส 2/2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ยอดขายเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 16,853 ล้านบาท และปริมาณการขายเติบโต 4.4% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (Private Label) สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนบรรจุกระป๋อง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายตามฤดูกาลในยุโรป ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรลบรรจุกระป๋องเติบโตจากกระแสความนิยมในตลาด โดยการบริโภคปลาซาร์ดีนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 13% และปลาแมคเคอเรลเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2568 เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาแหล่งโปรตีนในราคาที่เข้าถึงได้ อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23.8% (เพิ่มขึ้นจาก 22.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน)
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) ยอดขายทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 9,995 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจกุ้งแช่แข็ง อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 13.5% จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวยและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ยอดขายเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นนั้นอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 29.7% เนื่องด้วยแรงหนุนจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมซึ่งคิดเป็น 52.4% ของยอดขาย และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใต้โครงการทรานส์ฟอร์เมชัน กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ยอดขายเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 2,508 ล้านบาท จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ รวมถึงความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ยังคงแข็งแกร่ง
ไทยยูเนี่ยนปรับเพิ่มประมาณการผลการดำเนินงานปี 2569 โดยเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของยอดขายเป็น 4-6% (จากเดิม 3–4%) และอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 19.5 – 20.5% (จากเดิม 19-20%) พร้อมทั้งปรับลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน (CAPEX) ลงมาอยู่ที่ 5,000 – 5,500 ล้านบาท (จากเดิม 5,500–6,000 พันล้านบาท) ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ไว้ที่ 13.5–14.5% และคงอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50%
“การปรับเพิ่มประมาณการครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น โดยการเติบโตของยอดขายได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเฉลี่ยที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออกและการแปลงค่างบการเงินของกิจการในต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท”นายธีนพงศ์กล่าว
ด้านหุ้น TU ในภาคบ่ายวันนี้ เดินหน้ารับข่าวกำไรดี ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาซื้อขายที่ 12.50 เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ+2.46% ณ เวลาประมาณ 14.21 น.
