HoonSmart.com>> NER มั่นใจรายได้ปี 69 แตะ 3.2 หมื่นลบ. มาร์จิ้นขยับ จากภาวะเอลนีโญ ส่งผลต่อปริมาณยางลดลง ส่งราคายางปรับตัวขึ้น และยางเกรดพรีเมี่ยม EV – คุมต้นทุน อยู่หมัด หนุนผลดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง แย้ม Q2/69 สดใส
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจปี 2569 ยังคงเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 32,000 ล้านบาท แม้ปริมาณจำหน่ายอาจต่ำกว่า 500,000 ตัน เนื่องจาก ซัพพลายยางในตลาดน้อยลง จากภาวะเอลนีโญ แต่เชื่อว่าราคาขายเฉลี่ยที่อยู่ในระดับสูง ช่วยสนับสนุนการทำรายได้ตามเป้าหมายในสิ้นปี 3.2 หมื่นลบ.
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ประเมินอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 11-12% จากระดับ 8-9% ในไตรมาสแรก ส่งผลไตรมาส 2 มีแนวโน้มเติบโต 50-60% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรถไฟ เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน พร้อมลงทุนระบบผลิตพลังงานจากโซลาร์เซลล์และก๊าซชีวภาพกำลังผลิตรวม 10 เมกะวัตต์ ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากภาครัฐ โดยปรับแผนการผลิตด้วยการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรในวันจันทร์และวันพุธ และเพิ่มกำลังการผลิตในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 40,000-50,000 บาทต่อวัน รวมถึงควบคุมต้นทุนคงที่ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ผ่านการจ้างงานตามปริมาณงาน
สำหรับแนวโน้มราคายางธรรมชาติ มองว่าจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องอีกประมาณ 5 ปี คาดราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 75-80 บาทต่อกิโลกรัม จากปัญหาอุปทานที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศและโรคในสวนยาง ประกอบกับความต้องการใช้ยางที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยราคายางปรับเพิ่มจากประมาณ 45 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงปลายปีก่อน เป็นราว 65 บาทในไตรมาสแรก และประมาณ 75 บาทในไตรมาส 2
” ราคายางจะทรงตัวอยู่ระดับสูงราว 5 ปี จากภาวะเอลนีโญผ่านไปแล้ว จะต้องกลับมาใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยาง จนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ต้องใช้เวลา 5 ปี ซึ่งราคายางที่ปรับดีขึ้น แลกกับซัพพลายที่ตึงตัว”
ขณะเดียวกัน บริษัท ฯ เดินหน้าขยายตลาดยางคุณภาพสูง (High Grade) สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หลังลงทุนกว่า 200 ล้านบาท พัฒนาเครื่องจักรและระบบอบยางอัตโนมัติ เพื่อผลิตยางที่มีความยืดหยุ่นและความทนทานสูง รองรับความต้องการของผู้ผลิตยางล้อ EV ส่งผลให้สามารถจำหน่ายสินค้าในราคาสูงกว่ายางทั่วไปประมาณ 1-2 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้เพิ่มราว 1-2 ล้านบาทต่อวัน ปัจจุบันมีการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่ และได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง
นายชูวิทย์ กล่าวถึง การต่อยอดธุรกิจ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นยางปูพื้นสำหรับฟาร์มปศุสัตว์ โดยเฉพาะแผ่นรองวัว , แผ่นรองนอนลูกสุกร เพื่อทดแทนการใช้กระสอบป่าน ซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากยอดขายหลักแสนบาท ช่วงเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาก ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 20 ล้านบาท โดยมีตลาดญี่ปุ่นเป็นฐานอ้างอิงก่อนขยายสู่ตลาดเวียดนามและประเทศอื่น ๆ ตั้งเป้าให้ธุรกิจแผ่นยางมีสัดส่วนรายได้ 10% ภายใน 3 ปี
ด้านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต บริษัทนำระบบ AI และ SCADA เข้ามาใช้ควบคุมกระบวนการผลิต เพื่อลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบ และสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance)
สำหรับแนวทางด้าน ESG บริษัทดำเนินกลยุทธ์ “1+1=3” ซึ่งมุ่งเน้นการลดการใช้พลังงานและลดต้นทุนการผลิต โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการได้รับประโยชน์ด้าน Carbon Credit และ ESG ควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างผลประหยัดต้นทุนเป็นหลักมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์
ด้านโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70% จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตยางล้อจากจีนได้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย ส่งผลให้บริษัทสามารถจำหน่ายสินค้าเป็นเงินบาทมากขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ส่วนแผนการลงทุนโรงงานแห่งที่ 3 แม้บริษัทจะเตรียมพื้นที่ไว้แล้ว แต่ยังชะลอการก่อสร้างออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม
