HoonSmart.com >> 4 โบรกฯ เคาะ PHAT ราคาเป้าหมาย 3.02 บาท/หุ้น อนาคตไกล ขยายกำลังผลิตรับ Peak Season ต่อยอด New S-Curve CPKO เพิ่มมาร์จิ้น ดันกำไรโตยาว

บริษัท กลุ่มภัทร (PHAT) ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากปาล์มในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ก่อตั้งโดย นายสมนึก จันทวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมากว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการให้บริการคำปรึกษาด้านการออกแบบและก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบในภาคใต้อย่างครบวงจร
PHAT มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) จำนวน 130 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาท คิดเป็น 27.5% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ เข้าตลาดหุ้น mai หมวดอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ภายในปี 2569
วัตถุประสงค์ระดมทุน 1. ก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม (CPKO) เพื่อขยายสู่ธุรกิจผลิตน้ำมันเมล็ดในปาล์มซึ่งมีมูลค่าเพิ่มและอัตรากำไรสูงกว่าน้ำมันปาล์มดิบ สร้าง New S-Curve ของบริษัท รวมถึงลงทุนในโครงการ Biogas ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของโรงงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 2. เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
กลุ่มครอบครัวผู้ก่อตั้ง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิม สมัครใจไม่ขายหุ้น (Lock Up) โดยจะไม่ขายหุ้นที่ตนถือเป็นส่วนเพิ่มเติมจากหุ้นส่วนที่ถูกสั่งห้ามขายหุ้น (ไซเร้นพีเรียด) 6 เดือน นับตั้งแต่วันเข้าซื้อขาย ส่งผลให้หุ้นเดิมที่ถูก Silent Period และ Lock Up จำนวน 330 ล้าน หุ้น คิดเป็น70% ของทุนชำระแล้วหลังจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก 4 บริษัทหลักทรัพย์ ได้จัดทำรายงานบทวิเคราะห์และประเมินราคาเหมาะสมของหุ้น PHAT อยู่ในช่วง 2.90 – 3.02 บาทต่อหุ้น ดังนี้
บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมินราคาเป้าหมาย PHAT อยู่ที่ 3.02 บาท โดยมองว่า PHAT มีความน่าสนใจจากจุดแข็งของทีมผู้บริหารที่มากประสบการณ์ กลยุทธ์เจาะตลาดส่งออกที่สร้างความแตกต่าง ความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและต้นทุน รวมถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
คาดกำไรปี 2569-71 เติบโตเฉลี่ย 16% (CAGR) หนุนจากการขยายตลาดส่งออกและกำลังการผลิต ประเมินกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 184 ล้านบาท ในปี 2569 สู่ระดับ 248 ล้านบาท ในปี 2571 ขับเคลื่อนจากการรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ผสานกับการขยายกำลังการผลิตเป็น 90 ตัน/ชม. ที่จะเริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะช่วยผลักดันปริมาณขาย CPO สู่ระดับ 90,000 ตันในปี 2569 และทะยานแตะ 100,000 ตันในปี 2571
นอกจากนี้ บริษัทยังมี New S-Curve จากธุรกิจใหม่ โรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการ (COD) ในไตรมาส 3/2570 ซึ่งจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มราว 800 ล้านบาท/ปี
บล. ดาโอ (ประเทศไทย) ราคาเป้าหมาย 3 บาท โดยอิง PER เป้าหมายที่ 6.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มเกษตรของไทยและบริษัทผลิต CPO ในภูมิภาค (อินโดนีเซีย) ในช่วงปี 2569-70
คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2568-71 เติบโตเฉลี่ย 32% (CAGR) กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 250 ล้านบาท ในปี 2571 จาก 109 ล้านบาท ในปี 2568 และประเมินว่าบริษัทจะสามารถสร้างรายได้สู่สถิติใหม่ที่ 4.1 พันล้านบาทในปี 2571 เทียบกับ 2.4 พันล้านบาทเมื่อปี 2568 (สะท้อน 3-year CAGR ที่ 20%) ตามปริมาณขาย CPO และ PK ที่สูงขึ้นตามกำลังการผลิตใหม่ รวมถึงอุปสงค์การส่งออกที่สูงขึ้น
3.บล. บียอนด์ ราคาเป้าหมาย 3 บาท/หุ้น คาดกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 66% เป็น 181 ล้านบาทในปี 2569 และเติบโตต่ออีก 30% สู่ระดับ 236 ล้านบาทในปี 2570
ปัจจัยที่ช่วยสร้างกำไรให้เติบโต ได้แก่ ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น จากการบุกตลาดส่งออกที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น จาก 8.1% ในปี 2568 เป็นประมาณ 8.3 – 8.6% ในช่วงปี 2569-2570
4.บล.CGSI ราคาเหมาะสมที่ 2.90 บาท โดยเชื่อว่า PHAT จะสามารถ outperform อุตสาหกรรม เพราะมีปัจจัยหนุนจากโมเมนตัมกำไร ปี 2568-71 ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัทจากฐานธุรกิจที่ยังมีขนาดเล็ก แผนการขยายกำลังการผลิตที่ชัดเจน และโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออก CPO ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของประเทศ
