HoonSmart.com>>”พีทีที โกลบอล เคมิคอล”(GC) องค์กรแห่งนวัตกรรม พาคณะสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมโรงงานจ.ระยองที่ยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวม Holistic Optimization ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Integrated Value Chain) ตั้งแต่จัดหาวัตถุดิบ การผลิต การตลาด การซ่อมบำรุง การทำงานขององค์กร ตั้งเป้า”เพิ่มอิบิทดาพิเศษ” 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73
นายพรศักดิ์ มงคลศรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) เปิดเผยว่า จุดแข็งของ GC คือการมีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (Integrated Value Chain) ครอบคลุมทั้งโรงกลั่น,โรงอะโรเมติกส์ ,โรงโอเลฟินส์,โรงปิโตรเคมีขั้นกลาง (Intermediates) และโรงโพลิเมอร์ ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าได้อย่างยืดหยุ่นและครบวงจร พร้อมต่อยอดแนวคิด Holistic Optimization ยกระดับศักยภาพการแข่งขันขององค์กรแบบองค์รวมในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายสร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (อิบิทดา) ส่วนเพิ่ม 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
Holistic Optimization ประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ (Global Feedstock) การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาด (Market-Focused Business Transformation: MFBT) และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain & Operation Optimization) พร้อมเสริมแกร่งด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process
ในปี 2568 ที่ผ่านมา GC ได้นำกลยุทธ์ไปดำเนินการจริงในหลายโครงการสำคัญ ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การลดค่าใช้จ่าย เช่น การซ่อมบำรุงที่รวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายลงมากกว่า 10% และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินงาน ทำให้อัตรากำไรดีขึ้น
GC มุ่งเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ด้วยการดำเนินโครงการ Olefins Feedstock Security (OFS) การนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ ซึ่งต้นทุนต่ำและยังช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบ สร้างความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว แม้ปัจจุบันมีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่โครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐ ในปริมาณ 400,000 ตันต่อปี ยังเดินหน้าตามแผน ซึ่งจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2572
” เราใช้ AI มาช่วยเลือกวัตถุดิบที่มีความเหมาะสมและลดผลกระทบกับข้อจำกัดต่างๆ เช่น น้ำมันดิบที่มีมากกว่า 100 ชนิด เราสามารถเลือกมาใช้ในการวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ดีขึ้น”
บริษัทฯยังคงเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาด ภายใต้แนวคิด Market-Focused Business Transformation (MFBT) โดยปรับบทบาทจากผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ Total Solution Provider ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่แบบครบวงจร ซึ่งทำงานแบบ Co-creation ร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิดด้วยศักยภาพของ Innovation Solution Center (ISC) ในการวิจัยและพัฒนาแอปพลิเคชันและโซลูชันใหม่ ๆ สู่โอกาสทางธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความต้องการของลูกค้าสู่นวัตกรรมที่ออกสู่ตลาดเร็วขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์
GC นำเทคโนโลยีดิจิทัล มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารห่วงโซ่อุปทานตลอดทั้ง Value Chain ในส่วนของกระบวนการผลิต ได้พัฒนาโรงงานสู่แนวคิด Smart Plant ผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่
Plant-Wide Optimization เพิ่มประสิทธิภาพแบบบูรณาการทั้ง Complex
หนึ่งในโครงการสำคัญของ Smart Plant คือ Plant-Wide Optimization ซึ่งใช้ AI และแบบจำลองโรงงาน ในการวิเคราะห์และบริหารการผลิตในระดับทั้ง Complex แทนการปรับปรุงแบบแยกหน่วยผลิต ช่วยให้การวางแผนและการผลิตทำงานสอดประสานกันทั้งเครือข่ายโรงงาน ทำให้สามารถปรับการเดินเครื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลตอบแทนสูงสุดแบบ Real-Time สร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
” GC มีหลายโรงงานที่ผลิตไฮโดรเจนได้ แต่ต้นทุนการผลิตไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงใช้เทคโนโลยีมาเลือกให้โรงงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดมาผลิตแทน และลดส่วนเกินในการเผาทิ้ง”
นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในงานซ่อมบำรุงผ่านการดำเนินงาน Asset Intelligent & Preventive Maintenance โดยใช้ AI และ Machine learning วิเคราะห์ข้อมูลในการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ คาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า รวมถึงได้นำดวงตาอัจฉริยะ (AI Vision), Drone และ Robotics มาใช้ตรวจสอบอุปกรณ์ในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของพนักงาน ลดระยะเวลาในการตรวจสอบ และเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์สภาพอุปกรณ์ ส่งผลให้สามารถวางแผนซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง พร้อมยกระดับเสถียรภาพของโรงงาน
“เราใช้หุ่นยนต์ และโดรนมาช่วยตรวจสอบท่อและอุปกรณ์ สามารถวัดระดับความร้อนและรู้จุดเสีย ทำให้สามารถเปลี่ยนเฉพาะจุด บางครั้งเสียเล็กน้อยจากการอุดตันเท่านั้น จึงใช้เวลาซ่อมสั้นลง ไม่ต้องซ่อมใหญ่ และไม่จำเป็นต้องหยุดซ่อมประจำปี ที่ใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายที่สูงมาก พร้อมยกระดับความปลอดภัย เพราะโดรนสามารถบินขึ้นไปตรวจสอบท่อสูงๆได้ ไม่ต้องตั้งห้างร้านและให้พนักงานปีนขึ้นไปตรวจเหมือนที่ผ่านมา ”
GC เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยได้ต่อยอดสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยี HERO มาใช้ในระดับอุตสาหกรรม ยกระดับการแลกเปลี่ยนความร้อนภายในโรงงานโดยใช้ AI และ Process Simulation ในการวิเคราะห์รูปแบบการเดินเครื่องของโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคา ต้นทุน และความต้องการของตลาด และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ เพื่อการกำหนดราคาขายที่เหมาะสม เพิ่มมูลค่าจากทุกการขาย เรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า เพิ่มโอกาสการขยายตลาด และรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีพรีเมี่ยม และสามารถแข่งขันกับโพลิเมอร์จีนที่เข้ามา
” เราพัฒนาสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น บรรจุภัณฑ์ที่เป็นถุงใส่ สบู่เหลว แชมพู เดิมที่เคยใช้แผ่นฟิล์ม 7-8 ชั้น เช่น เพื่อป้องกันกลิ่นหลุดออกมา และส่วนแรกต้องการให้สีพิมพ์ ติดง่ายและทดทาน ดึงดูดลูกค้า แต่มีจุดอ่อนเรื่องย่อยสลายยาก เราพัฒนาให้เหลือเพียง 1 ชั้น สามารถนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งเป็นเทรนใหม่ในอนาคต”
นอกจากกระบวนการผลิต และการขายแล้ว PTTGC ยังเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพื่อเพิ่ม People productivity ด้วย Digital และ AI พร้อมกับการทบทวนปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ Lean และกระชับ ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน รวมไปถึงนำเครื่องมือ Generative AI ให้เป็นผู้ช่วยดิจิทัลสำหรับพนักงาน ช่วยให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถใช้เวลาสร้างคุณค่าที่สูงกว่าให้กับองค์กร
นายพรศักดิ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับการดำเนินงานของ GC ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความแตกต่าง และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรนำความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์การทำงานจริงมาต่อยอดเป็นแนวทางและโซลูชันใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง
” ขอให้มอง AI เป็นเครื่องมือ ซึ่งจะต้องใช้คนของเราไปช่วยสอน และใช้มาช่วยพนักงาน ไม่ได้มาทดแทน เพื่อให้การทำงาน Work-Life Balance มากยิ่งขึ้น”นายพรศักดิ์กล่าว
