HoonSmart.com>>ดาวโจนส์ปิดร่วง 576 จุด หลังทรัมป์ยุติข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวอิหร่าน ท่ามกลางความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง ด้านหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปฟื้นตัวขึ้นนำตลาดโดย Broadcom หนุนดัชนี Nasdaq ปิดบวก ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” พุ่ง เบรนท์ดีดกว่า 5% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average)วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ร่วงลงอย่างรุนแรงปิดที่ 52,348.39 จุด ลดลง 576.76 จุด หรือ-1.09 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมสุดยอดนาโตในตุรกีว่าข้อตกลงชั่วคราวที่มุ่งยุติความขัดแย้งกับอิหร่านนั้นจบลงแล้ว ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป ซึ่งก่อนหน้านี้เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก สามารถฟื้นตัวขึ้นนำตลาดนำโดย Broadcom
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,482.71 จุด ลดลง 21.14 จุด, -0.28%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,870.65 จุด เพิ่มขึ้น 51.96 จุด, +0.2%
ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ในตุรกี ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่มีความสนใจที่จะเจรจากับอิหร่านเพิ่มเติม และเตือนว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะดำเนินการโจมตีระลอกใหม่ในคืนวันพุธ คำกล่าวของทรัมป์ถือเป็นความล้มเหลวครั้งล่าสุดในการเจรจาที่ยืดเยื้อซึ่งสลับไปมาระหว่างการข่มขู่ว่าจะยกระดับความขัดแย้งและความหวังในด้านการทูต ทำให้บรรดานักลงทุนรู้สึกผิดหวังกับการเริ่มต้นที่ไม่ประสบความสำเร็จหลายครั้งในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ
ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่หลายระลอก ต่ออิหร่านเมื่อวันอังคาร เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทางด้านมาร์ก รุตต์ เลขาธิการองค์การนาโต (NATO) ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันพุธ โดยระบุว่าปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
Daniela Hathorn นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Capital.com กล่าวในบทวิเคราะห์เช้าวันพุธว่า ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางได้เข้ามาขัดจังหวะมุมมองของตลาดที่เคยเริ่มชะล่าใจ ส่งผลให้นักลงทุนต้องกลับมาประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ หลังจากที่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดได้คาดการณ์ไปในทิศทางว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงอย่างราบรื่น
ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นหลังจากคำกล่าวของทรัมป์ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวสูงขึ้น 5.2% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากแรงขายได้ลุกลามไปยังตลาดพันธบัตร การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอีกระลอกอาจจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อขึ้นมาใหม่ และสร้างความซับซ้อนให้กับแนวทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มากยิ่งขึ้น
รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ซึ่งมีการเปิดเผยเมื่อวันพุธ ระบุว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อได้ทวีความรุนแรงขึ้นในการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ต่างเห็นพ้องกับแนวทางของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในการปรับลดรายละเอียดของถ้อยแถลงนโยบายให้กระชับและเรียบง่ายยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า บรรดาเทรดเดอร์คาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้นของ ConocoPhillips ปรับตัวขึ้น 2% และ Chevron เพิ่มขึ้น 1% ส่วนหุ้นของ Marathon Petroleum พุ่งขึ้น 5%
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่างปรับตัวลดลง โดยหุ้น Home Depot ร่วงลง 2% ขณะที่ McDonald’s ปรับตัวลงกว่า 1%
และ Booking Holdings ลดลง 4%
หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานต่างปรับตัวลดลง จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนเชื้อเพลิงและอุปสงค์ โดยหุ้นของ United Airlines และ Delta Air Lines ต่างปรับตัวลดลงกว่า 1%
หุ้นผู้ประกอบการเรือสำราญก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยหุ้น Carnival ร่วงลง 3.9% และ Norwegian Cruise Line ปรับตัวลดลง 1.9%
หุ้นกลุ่มชิป ซึ่งเคยเผชิญแรงกดดันในการซื้อขายรอบก่อนหน้า เริ่มทรงตัวได้ โดยกองทุน VanEck Semiconductor ETF ปรับตัวขึ้นราว 2% แม้ว่าระดับราคาของกองทุนจะยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงที่ผ่านมาอยู่เกือบ 12% ก็ตาม ดัชนีหุ้นกลุ่มชิป PHLX ปรับตัวขึ้น 2.23%
หุ้น Broadcom ปรับตัวสูงขึ้น 4.8% ซึ่งช่วยพยุงดัชนี Nasdaq ให้ยืนอยู่ในแดนบวก หลังจากที่ Apple ประกาศแผนการใช้จ่ายเงินกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายใต้ข้อตกลงการจัดหาชิปที่ได้ทำร่วมกับผู้ผลิตชิปรายนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
หุ้น SpaceX ปรับตัวลดลง 0.8% มาอยู่ที่ระดับ 148.38 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นราคาปิดที่ต่ำที่สุดของบริษัทผู้ผลิตดาวเทียมและจรวดแห่งนี้นับตั้งแต่เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน
ทางด้าน Microsoft และ Alphabet ต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 1% ในขณะที่ Meta Platforms ปรับตัวลดลง 2%
เมื่อวันพุธ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ลงมาอยู่ที่ระดับ 3% อีกครั้ง พร้อมทั้งเตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ และปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งวันนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงท่าทีที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อโอกาสในการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อขึ้นมาอีกครั้ง
ดัชนี STOXX 600 ลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.91 จุด ลดลง 10.38 จุด, -1.61%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,489.04 จุด ลดลง 176.84 จุด, -1.66%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,252.66 จุด ลดลง 183.58 จุด, -2.18%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,897.45 จุด ลดลง 567.80 จุด, -2.23%
การปรับตัวลดลงแรงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน ซึ่งเริ่มมีความมั่นใจในตลาดหุ้นภูมิภาคมากขึ้น จากสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวและความหวังว่าอาจไม่จำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
เหตุการณ์นี้ยังตอกย้ำให้เห็นว่า สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบางยังคงสามารถสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้อย่างรวดเร็ว
ทรัมป์กล่าวถึงอิหร่านว่า การไปเจรจากับอิหร่านนั้นเสียเวลาเปล่า สหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการตอบโต้ด้วยกำลังทหาร และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านอีกครั้ง
Nick Niziolek ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนร่วมของ Calamos Investments กล่าวว่า นักลงทุนหงุดหงิดกับสถานการณ์ แต่ท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่าทุกคนรวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ต่างก็ต้องการให้เรื่องนี้ผ่านพ้น
ดัชนี IBEX ของสเปนร่วงลง 2.7% นับเป็นดัชนีที่ร่วงลงมากที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นภูมิภาค
และเป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม หลังจากที่ทรัมป์กล่าวว่าได้สั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนทั้งหมด และเรียกสเปนว่าเป็น คู่ค้าที่แย่มาก
หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานและกลุ่มก่อสร้างรวมถึงวัสดุก่อสร้างฉุดดัชนีตลาด โดยปรับตัวลดลง 4.4% และ 3.7% ตามลำดับ
หุ้นกลุ่มยานยนต์ปรับตัวลดลง 3.7% เช่นกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานให้ปรับตัวขึ้น 1.9%
ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นสายการบินต่าง ๆ รวมถึง Air France และ Wizz Air ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลง 6.6% และ 5% ตามลำดับ
Susannah Streeter หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านการลงทุนของ Wealth Club กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าความรู้สึกเชิงลบจะลุกลามออกไป ซึ่งถือเป็นความถดถอยครั้งสำคัญในขณะที่นานาประเทศทั่วโลกเพิ่งจะเริ่มรู้สึกเบาใจลง
ก่อนหน้านี้ ตลาดได้ปรับลดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ อีกทั้งผู้กำหนดนโยบายยังได้ส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อเริ่มมีความสมดุลมากขึ้น ภายหลังจากที่มีการหยุดยิงเมื่อเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ชี้ว่าหลังจากสถานการณ์เมื่อวันอังคาร ขณะนี้ตลาดได้คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมประมาณ 42 เบซิสพอยต์ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 25 เบซิสพอยต์เมื่อวันอังคาร
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีทิศทางที่ไม่มั่นคงในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาสเดือนมิถุนายนโดยได้รับแรงหนุนจากกระแส AI
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตลาดโดยดัชนีต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในเดือนมิถุนายนถึง 20% ซึ่งเป็นการยืนยันภาวะตลาดหมี (bear market) ส่วนดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบหลัก ปิดตลาดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงส่ง (momentum) ในระยะสั้นที่อ่อนแอ
สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในยุโรปนั้นมีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน โดยหุ้น ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับผลิตชิปปรับตัวสูงขึ้น 1.3% ในขณะที่หุ้น Aixtron ซึ่งเป็นบริษัทด้านชิปปรับตัวลดลง 2.7%
ในส่วนของหุ้นรายตัว หุ้น Bahnhof พุ่งขึ้น 17.1% หลังจากที่ Telenor ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตกลงเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทบรอดแบนด์สัญชาติสวีเดนแห่งนี้ ด้วยมูลค่าข้อตกลงที่ประเมินไว้ที่ 6.1 พันล้านโครนาสวีเดน (หรือ 629.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 3.08 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ 73.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3.86 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

