HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 130 จุด , Nasdaq ร่วงลงอย่างหนัก นักลงทุนลดการถือครองหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกครั้ง ผสมแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้น Micron Technology และผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับเพิ่มขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ แรงกดดันจากกระแสการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ปิดลบ โดยดัชนี Nasdaq ปิดตลาดร่วงลงอย่างหนักนักลงทุนหันมาลดการถือครองหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกครั้ง ประกอบกับแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้น Micron Technology และผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืนของภาวะตลาดขาขึ้นในวอลล์สตรีทซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average)ปิดที่ 52,925.15 จุด ลดลง 130.76 จุด, -0.25%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,503.85 จุด ลดลง 33.58 จุด, -0.45%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,818.69 จุด ลดลง 302.47 จุด, -1.16%
หุ้น Micron ปิดตลาดปรับตัวลดลง 4.7% หุ้น Sandisk (ปรับตัวลดลง 7.3% ซึ่งส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มชิป PHLX ร่วงลง 4.65% และทำให้ผลตอบแทนสะสมในปี 2026 ลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 74%
หุ้น KLA, Marvell Technology, Broadcom และ AMD ต่างก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ส่วนกองทุน VanEck Semiconductor ETF ปรับตัวลดลงกว่า 3%
ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปที่ราคาพุ่งสูงขึ้น สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า DeepSeek ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพของจีน กำลังพัฒนาชิป AI ของตนเอง ความเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ลงได้
การเทขายหุ้นกลุ่มชิปสะท้อนถึงความผันผวนล่าสุดในกลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำและหุ้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI อาจทำให้ระดับราคาหุ้นสูงเกินไปจนไม่สมเหตุสมผล
Zachary Hill หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของ Horizon Investments ในเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า สถานการณ์ในวันนี้ก็เหมือนกับช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน (rotation) หลังจากที่หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI, เซมิคอนดักเตอร์ และชิปหน่วยความจำต่างปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง จนทำให้ความคาดหวังที่มีต่อบริษัทเหล่านี้สูงมากเสียจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำผลประกอบการให้เหนือกว่าระดับดังกล่าวได้
ตลาดหุ้นกำลังจะเผชิญบททดสอบความต้องการของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นกลุ่มชิปอีกครั้งในวันศุกร์นี้ เมื่อหุ้นของ SK Hynix ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq ของสหรัฐฯ
เมื่อวานนี้หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปทั้งในเอเชียและสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลง หลังจากที่รายงานผลประกอบการอันยอดเยี่ยมของ Samsung Electronics ยักษ์ใหญ่ด้านชิปหน่วยความจำ ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังที่สูงมากของนักลงทุนได้
นักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นกลุ่มสำคัญในภาคส่วนอื่น ๆ ของตลาด เช่น กลุ่มเฮลท์แคร์ กลุ่มการเงิน และกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยหุ้นของ Eli Lilly ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 3% ในขณะที่หุ้นของ JPMorgan Chase และ Microsoft ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน หุ้น Walmart ก็ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากบริษัทประกาศลดราคาสินค้าบางรายการ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนให้ซบเซาลงคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ ราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลังจากปิดตลาดแล้วเนื่องจากการที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการผ่อนปรนที่อนุญาตให้มีการจำหน่ายน้ำมันของอิหร่าน
สำหรับหุ้นอื่นๆ หุ้น SpaceX ปรับตัวลดลงกว่า 6% ท่ามกลางการเข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 เมื่อวานนี้ ซึ่งสวนทางกับมุมมองเชิงบวกจากนักวิเคราะห์จำนวนมาก โดยสถาบันการเงินชั้นนำในวอลล์สตรีทหลายแห่ง อาทิ Morgan Stanley และ Raymond James ต่างเริ่มออกบทวิเคราะห์หุ้นตัวนี้พร้อมกับให้คำแนะนำในเชิงบวกและกำหนดราคาเป้าหมายไว้
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยรายงานการประชุมเดือนมิถุนายนของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกที่นำโดยประธานเควิน วอร์ช ในวันพุธนี้
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยได้รับแรงกดดันจากกระแสการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก
ขณะที่นักลงทุนต่างจับตาดูการประชุมสุดยอดของ NATO เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดอาจได้รับประโยชน์จากการเพิ่มงบประมาณรายจ่าย
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 646.29 จุด ลดลง 4.21 จุด, -0.65%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,665.88 จุด เพิ่มขึ้น 14.11 จุด, +0.13%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,436.24 จุด ลดลง 43.63 จุด, -0.51%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,465.25 จุด ลดลง 352.64 จุด, -1.37%
หลังจากฟื้นตัวจากภาวะความกังวลอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นยุโรปเคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนต่างรอสัญญาณใหม่ๆ จากช่วงการรายงานผลประกอบการและความคืบหน้าจากการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO
ผู้นำนาโตเปิดเผยข้อตกลงด้านอาวุธมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในวันอังคาร ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ากำลังรับฟังคำเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้ใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อปกป้องยุโรป
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ร่วงลง 2.5% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 3.6% เนื่องจากความกังวลว่าการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มชิปตลอดไตรมาสที่ผ่านมาทำให้มูลค่าของภาคส่วนนี้สูงเกินไป ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิป ASML ลดลง 7.3%
Samsung Electronics ของเกาหลีใต้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงสวนทางกับคาดการณ์ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
Kathleen Brooks ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ XTB กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนกลุ่มการลงทุน (rotation) ไปยังภาคส่วนอื่นที่มีราคาถูกกว่า เป็นที่นิยมน้อยกว่า และไม่ได้มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูงนัก และกำลังเห็นภาพการกระจายตัวของการลงทุนที่กว้างขึ้น แทนที่จะเป็นการนำตลาดโดยหุ้นเพียงไม่กี่ตัวเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม David Morrison นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Trade Nation มองว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงภาวะที่ตลาดต้องการพักฐานหลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการสูญเสียความเชื่อมั่นในภาพรวม
บรรยากาศการลงทุนยังคงเป็นไปในเชิงบวก โดยปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาพลังงานที่ลดลง ตัวเลขเงินเฟ้อในยูโรโซนที่ชะลอตัว และสัญญาณความร้อนแรงของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่เริ่มลดระดับลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยง
หุ้น Soitec ซัพพลายเออร์วัสดุสำหรับชิปจากฝรั่งเศส ร่วงลง 17% ทางด้าน AT&S ผู้ผลิตแผงวงจร ปรับตัวลดลง 10.4% และ STMicroelectronics ผู้ผลิตชิปสัญชาติฝรั่งเศส-อิตาลี ปรับตัวลดลง 8.1%
หุ้น Siemens Energy ร่วงลง 8.9% หลังจากที่บริษัทหลักทรัพย์ Barclays ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นลงจาก equal-weigh เป็น underweight
หุ้น Saab ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศของสวีเดน ปรับตัวขึ้น 4.1% หลังจากที่ Morgan Stanley ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนเป็น overweight จากunderweight นอกจากนี้ NATO ยังระบุว่าจะจัดซื้อเครื่องบินตรวจการณ์รุ่น GlobalEye ของบริษัทจำนวนสูงสุดถึง 10 ลำ
หุ้น Renault ปรับตัวขึ้น 0.7% หลังจากมีรายงานข่าวว่า BYD ของจีนได้พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเข้าถือหุ้นในผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ถึงสองครั้ง
หุ้น Shell ปรับตัวขึ้น 3.4% หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานแห่งนี้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการธุรกิจก๊าซแบบครบวงจร (integrated gas) สำหรับไตรมาสที่สองขึ้นเล็กน้อย
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1.89 ดอลลาร์ หรือ 2.76% ปิดที่ 70.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2.17 ดอลลาร์ หรือ 3.01% ปิดที่ 74.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

