ธ.ทิสโก้แนะ 3 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง ฝ่าความผันผวน ดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อพุ่ง

HoonSmart.com>>”ธนาคารทิสโก้” มองลงทุนครึ่งหลังปี 69 สุดท้าทาย ดอกเบี้ยสูง – เงินเฟ้อพุ่ง ราคาหุ้นอยู่ระดับสูง ชู 3 ธีมลงทุนฝ่ามรสุม ชี้เป้าสินทรัพย์กระจายพอร์ต “น้ำมันและทองคำ-หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI และหุ้นเฮลธ์แคร์ -หุ้นปันผล และกองทุนผสม”

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนครึ่งปีหลังมีความท้าทายมากขึ้น หลังราคาหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังเร่งตัวขึ้นจากแนวโน้มราคาน้ำมัน โดย Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้คาดว่าน้ำมันมีโอกาสกลับไปทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากสต็อกน้ำมันที่ลดลงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากนโยบายการเงินที่ยังตึงตัวของหลายประเทศ และมีโอกาสที่บางภูมิภาค เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วนสหรัฐฯ คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยรอบถัดไปในปี 2570

“ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา คือ “เงินเฟ้อจากพลังงาน” ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงต้นทุนด้านน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจโดยรวม อาจกดดันกำลังซื้อและการบริโภคในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน หากแรงกดดันเงินเฟ้อยืดเยื้อ ธนาคารกลางทั่วโลกก็อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาด ส่งผลให้ Bond Yield ทรงตัวสูง และจำกัดโอกาสในการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง” นายณัฐกฤติกล่าว

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารทิสโก้มองว่า กลยุทธ์การลงทุนควร “ปรับโฟกัส” จากการไล่ตามผลตอบแทนในตลาด มาเป็นการคัดเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยแนะนำ 3 ธีมการลงทุนหลัก เพื่อสร้างสมดุลของพอร์ต ทั้งด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง ดังนี้

1. สินทรัพย์ที่ช่วยรับมือเงินเฟ้อจากพลังงาน: น้ำมันและทองคำ เพราะน้ำมันคือสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือกับ ‘แรงกดดันจากราคาพลังงาน’ ขณะที่ทองคำช่วยรับมือกับ ‘ความไม่แน่นอนที่ตามมาจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงในตลาดการเงิน’

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง เพราะความเสี่ยงด้านอุปทานยังไม่ได้หายไป ทั้งจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยังยืดเยื้อ และความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อชดเชยคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ที่ลดลงในช่วงสงคราม โดยข้อมูลจาก Bloomberg พบว่าปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ในปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ขณะที่สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปกลับปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดน้ำมันยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่มีปริมาณการผลิตมากกว่าความต้องการใช้และสต็อกน้ำมันที่มีอยู่ก่อนหน้าสงครามก็ค่อยๆ ลดลง

ส่วนทองคำ ธนาคารทิสโก้มองว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะ 4,500 – 4,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ เนื่องจากปัจจุบันตลาดประเมินว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ TISCO ESU มองว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในปี 2570

“ทองคำมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย สงคราม และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศใหญ่ ๆ โดย อ้างอิงจาก World Gold Council พบว่าในอดีตเมื่อเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐฯสูงขึ้น ทองคำมักให้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อเกิน +5% YoY ต่อปี ทองคำมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบ Real Return ประมาณ 14% ต่อปี ดังนั้นในภาวะแบบนี้ ทองคำจะช่วยทำหน้าที่เป็น Portfolio hedge หรือสินทรัพย์ที่ช่วยต้านทานเงินเฟ้อสูงๆ ได้ดี” นายณัฐกฤติกล่าว

2. หุ้นที่รายได้ยังเติบโต เกาะไปกับ Megatrends ระยะยาว : หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI Infrastructure) และ หุ้นเฮลธ์แคร์ (Healthcare)

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ก็ยังมีธุรกิจที่ยังเติบโตได้จากความต้องการสินค้าและบริการยังอยู่ระดับสูงตาม Megatrends ระยะยาว ได้แก่ หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI และหุ้นเฮลธ์แคร์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการบริโภคที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้พึ่งพาวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป นอกจากนี้ ทั้งสองธุรกิจยังคงมีอำนาจในการต่อรองราคากับผู้บริโภคอีกด้วย

หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ได้มีแค่หุ้น Software หรือ Semiconductor เท่านั้น เพราะเบื้องหลังการใช้งาน AI ยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ทั้ง Data Center, Cloud, Semiconductor, ระบบไฟฟ้า และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid

โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเบื้องหลังสำคัญของการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกเพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว อีกทั้ง ข้อมูลจาก IEA ระบุว่าปัจจุบัน Data Center ทั่วโลกใช้ไฟจากธุรกิจพลังงานสะอาดประมาณ 39% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งหมด และ IEA ประเมินว่าในปี 2573 จะเพิ่มขึ้นเป็น 49% และ เพิ่มขึ้นเป็น 2578 Data Center ทั่วโลกใช้ไฟจากธุรกิจพลังงานสะอาดประมาณ 50% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งหมด

ขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่ม Hyperscalers เช่น AWS, Google, Meta, Microsoft และ Oracle ยังมีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนใน AI อย่างต่อเนื่อง โดย CapEx รวมของกลุ่มนี้เติบโตแรงตั้งแต่ปี 2567 – 2569 และยังคาดว่าจะขยายตัวต่อในปี 2570 – 2571 สะท้อนว่าบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure ยังมีโอกาสเห็นรายได้เติบโตตามเม็ดเงินลงทุนจริงของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจชิป เซิร์ฟเวอร์ Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน หรือ Smart Grid เพราะยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ส่วนหุ้นเฮลธ์แคร์ จุดเด่นคือรายได้ของธุรกิจกลุ่มนี้มักมีความทนทานกว่าหลายอุตสาหกรรม เพราะความต้องการด้านสุขภาพไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งในปี 2564 –2565 ที่เงินเฟ้อสูงจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน S&P500 healthcare sector ให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% เป็นรองแค่ กลุ่มพลังงาน (Energy sector) ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งแรง

นอกจากนี้ ธุรกิจหุ้นเฮลธ์แคร์มีแรงขับเคลื่อนระยะยาวจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น นวัตกรรมยาเฉพาะทาง เทคโนโลยีการแพทย์ และการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารต้นทุนของระบบสุขภาพในเชิงรายได้ บริษัทเฮลธ์แคร์ที่มีผลิตภัณฑ์จำเป็นต่อผู้ป่วย หรือมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โรคสำคัญ เช่น ยาเฉพาะทาง เครื่องมือแพทย์ และบริการสุขภาพ มีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่อง แม้ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น เพราะความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพยังมีอยู่ตลอดเห็นได้จากตัวเลขสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านเฮลธ์แคร์ต่อการบริโภคของสหรัฐฯ พบว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านเฮลธ์แคร์ต่อการบริโภคของสหรัฐฯยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากปี 2564 อยู่ที่ 16.8% ของรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ล่าสุดปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 20.7% ของรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

3. สินทรัพย์ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสด และต้านทานความผันผวนของตลาด: หุ้นปันผล และกองทุนผสม

ธีมสุดท้ายคือการเพิ่มสินทรัพย์ที่ต้านทานความผันผวนของตลาดได้ และสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง เพราะในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ตลาดหุ้นยังมีโอกาสไปต่อได้ แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานอาจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นดังนั้น นักลงทุนไม่ควรถือเฉพาะสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ตด้วย เช่น หุ้นปันผล และกองทุนผสม

จุดเด่นคือการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแรง และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ หุ้นลักษณะนี้มักช่วยให้พอร์ตมีรายได้ระหว่างทาง และต้านทานความผันผวนได้ดีกว่าหุ้นเติบโตบางกลุ่ม เพราะผลตอบแทนไม่ได้มาจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงินปันผลเข้ามาช่วยพยุงพอร์ตด้วย เช่น ดัชนีหุ้นไทย SET High Dividend ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปี สูงถึงปีละ 5.58%

ส่วนกองทุนผสม เหมาะกับภาวะตลาดที่ยังไม่แน่นอน เพราะสามารถกระจายการลงทุนได้หลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือก และเงินสด

จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้ คือ ผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในแต่ละช่วงเวลาและสามารถลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน ทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคอยจับจังหวะตลาดหรือเลือกสินทรัพย์ลงทุนด้วยตนเอง

นอกจากนี้ หลายกองทุนยังมีเป้าหมายชัดเจนทั้งในแง่ของ “การสร้างผลตอบแทน” เช่น ตั้งเป้าทำผลตอบแทนมากกว่า 5% ต่อปี ควบคู่ไปกับ “การควบคุมความผันผวน” ของพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น กำหนดการแกว่งตัวของผลตอบแทนให้ไม่เกิน 7% ต่อปี

ดังนั้น หากพูดในมุมของผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงกองประเภทนี้จะสามารถคุมความผันผวนได้ดีกว่า กองผสมประเภทที่กำหนดสัดส่วนชัดเจนอย่าง กองผสมที่ลงในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% ที่มีการแกว่งตัวของผลตอบแทนที่กว้างมากถึง 15%

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–