HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 155 จุด แรงหนุนหุ้นเทค Broadcom นำหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปตัวอื่นๆ ปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อของนักลงทุนมุ่งเน้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI คาดช่วยผลักดันผลประกอบการ Q2 ให้เติบโตโดดเด่น “ราคาน้ำมันดิบ” ลดลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ปรับตัวขึ้น โดยหุ้นของ Broadcom และหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปตัวอื่นๆ ต่างปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จากแรงซื้อของนักลงทุนที่มุ่งเน้นไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ให้เติบโตอย่างโดดเด่น
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average)ปิดที่ 52,900.07 จุด เพิ่มขึ้น 155.84 จุด, +0.29% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และยังได้ทำสถิติสูงสุดระหว่างวันอีกด้วย
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,537.43 จุด เพิ่มขึ้น 54.19 จุด, +0.72%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,121.16 จุด เพิ่มขึ้น 288.488 จุด, +1.12%
หุ้น Broadcom พุ่งขึ้น 3.7% หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้และ Apple บรรลุข้อตกลงขยายระยะเวลาความร่วมมือออกไปจนถึงปี 2031 เพื่อพัฒนาและจัดหาชิปที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ (custom chips)
ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศของ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 1.3% ในขณะที่ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ปรับตัวขึ้น 2.2% หลังจากที่ปรับตัวลดลงติดต่อกันมาสองวันทำการ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้าง โดยกองทุน State Street Technology Select Sector SPDR ETF ปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้น 7% ของหุ้น Western Digital และการปรับตัวขึ้น 2.8% ของหุ้น Teradyne นอกจากนี้ หุ้น Marvell Technology ยังปรับตัวขึ้นกว่า 1% และหุ้น Oracle ปรับตัวขึ้น 2.5%
นอกจากนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Hon Hai หรือที่รู้จักกันในชื่อ Foxconn ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของ Nvidia ได้รายงานยอดขายรายไตรมาสที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินความคาดหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการด้าน AI ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ก็ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 1.8% และ 2.1% ตามลำดับ หลังจากปรับตัวขึ้นเมื่อวันจันทร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้นราว 10% ในปี 2026 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนอยู่ประมาณ 1%
Jake Dollarhide ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Longbow Asset Management ในเมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา มองว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดรอบนี้มีความเปราะบางมาก และมีความเสี่ยงแฝงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงยืนกรานที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น
ด้วยการอาศัยจังหวะที่นักลงทุนมีความต้องการหุ้นกลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างมหาศาล บริษัท SK Hynix ของเกาหลีใต้ (000660.KS) จึงเตรียมที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq ภายในสัปดาห์นี้
ด้านหุ้น Microsoft ปรับตัวลดลงเกือบ 1% หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ประกาศแผนปรับลดพนักงานลงประมาณ 2.1% หรือคิดเป็นจำนวนตำแหน่งงานราว 4,800 ตำแหน่ง
หุ้น SpaceX ปรับตัวลดลง 1% โดยมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นรวมกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงวินาทีท้ายๆ ของการซื้อขาย ทั้งนี้ บริษัทด้านจรวดและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของอีลอน มัสก์ แห่งนี้ จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเป็นดัชนีที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในวันอังคารที่จะถึงนี้
นักลงทุนรอรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งบริษัทชั้นนำที่จะทยอยออกมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีผลประกอบการโดยรวมเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาสที่สอง โดยคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีจะพุ่งสูงขึ้นถึงราว 65%
บริษัท Delta Air Lines และ PepsiCo มีกำหนดจะรายงานผลประกอบการในช่วงปลายสัปดาห์นี้
นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมประจำเดือนมิถุนายนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะมีการเผยแพร่ในวันพุธ (8 กรกฎาคม) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกที่นำโดยประธานเฟดคนใหม่เควิน วอร์ช ซึ่งกระแสคาดการณ์เรื่องการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการประชุมเฟดเมื่อเดือนที่แล้ว
หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้บรรดาเทรดเดอร์ประเมินว่ามีโอกาส 25% ที่ เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 29 กรกฎาคม
ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนมิถุนายนปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาที่ 54.0 ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้
S&P Global เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนมิถุนายนปรับตัวขึ้นมาที่ 51.2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลงหลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน หุ้นของสายการบิน easyJet ก็พุ่งสูงขึ้นขานรับข้อเสนอขอซื้อกิจการเพื่อนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่า 7.34 พันล้านดอลลาร์
ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดปรับตัวลดลง จากที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 654.44 จุดระหว่างการซื้อขาย หลังจากที่ทำผลงานรายสัปดาห์ได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 650.50 จุด ลดลง 2.27 จุด, -0.35%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,651.77 จุด ลดลง 27.26 จุด, -0.26%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,479.87 จุด ลดลง 28.20 จุด, -0.33%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,817.89 จุด เพิ่มขึ้น 38.58 จุด, +0.15%
หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มเฮลท์แคร์ ปรับตัวลดลง 1.81% และ 1.80% ตามลำดับ และเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดดัชนีตลาดลงมา ในขณะที่หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (.SX3P) ก็ปรับตัวลดลงเช่นกันที่ 1.67%
อย่างไรก็ตาม ดัชนี DAX ของเยอรมนี กลับสวนทางกับภาวะซบเซาของตลาดในภูมิภาค โดยปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.15% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 5
ทั้งนี้ ยอดคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน ปรับตัวสูงขึ้นเกินความคาดหมายในเดือนพฤษภาคม
นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ซึ่งนำโดย Maximilian Uleer หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นยุโรปและสินทรัพย์หลากหลายประเภท (Cross-asset strategy) ระบุในรายงานว่า ที่ผ่านมานักลงทุนส่วนใหญ่เมินหุ้นเยอรมนีในช่วงไตรมาสที่ 2 แต่คาดว่าสถานการณ์จะพลิกกลับมาในทิศทางที่ดีขึ้น
โดยมองว่าหุ้นขนาดกลางของเยอรมนี โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น จะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในตลาด
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตามองช่วงการรายงานผลประกอบการ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตลาดหุ้นและช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่หากผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
Mohit Kumar นักเศรษฐศาสตร์จาก Jefferies กล่าวว่า ช่วงการรายงานผลประกอบการที่กำลังจะมาถึงนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำหรับกระแสความนิยมด้าน AI และน่าจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ที่ผ่านมามีความกังวลเกี่ยวกับกำลังการผลิตที่มากเกินความจำเป็น รวมถึงประเด็นที่ว่าการลงทุนด้าน AI จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่คาดหวังหรือไม่
อย่างไรก็ตามยังมีมุมมองเชิงบวกต่อช่วงการรายงานผลประกอบการนี้ เนื่องจากตัวเลขการลงทุนยังคงอยู่ในระดับสูง และตราบใดที่เม็ดเงินยังคงไหลเวียนเข้ามา กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็น่าจะยังคงได้รับปัจจัยหนุนที่ดีต่อไป
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่รายงาน ยอดค้าปลีกในยูโรโซนประจำเดือนพฤษภาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขที่คาดการณ์ไว้
หุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในภูมิภาคได้แก่ easyJet (ซึ่งพุ่งขึ้น 9.28% หลังจากสายการบินราคาประหยัดสัญชาติอังกฤษแห่งนี้ตกลงในหลักการรับข้อเสนอเข้าซื้อกิจการที่ปรับปรุงเงื่อนไขให้ดึงดูดใจยิ่งขึ้นจาก Castlelake บริษัทด้านการลงทุนของสหรัฐฯ โดยข้อเสนอดังกล่าวประเมินมูลค่าของสายการบินไว้สูงถึง 5.5 พันล้านปอนด์ (7.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด โดยเพิ่มขึ้น 1.33%
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้โดยคาดการณ์ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่นจะเป็นปัจจัยหนุนธุรกิจในภาคส่วนดังกล่าว
Airbus ปรับตัวขึ้น 1.58% โดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า ผู้ผลิตเครื่องบินรายนี้ได้ตั้งเป้าหมายภายในองค์กรว่าจะส่งมอบเครื่องบินให้ได้ 900 ลำในปีนี้ หลังจากที่ได้ส่งมอบเครื่องบินไปแล้วกว่า 89 ลำในเดือนมิถุนายน แม้ว่าจะยังคงตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการสำหรับการส่งมอบตลอดทั้งปีไว้ที่ 870 ลำตามเดิมก็ตาม
หุ้น Ferrari (ปรับตัวขึ้น 2.22% หลังจากผู้ผลิตรถแข่งหรูรายนี้เปิดตัวรถรุ่นพิเศษเครื่องยนต์ 12 สูบที่มาพร้อมกับระบบเกียร์ธรรมดา
J.P. Morgan ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นกรีซจากระดับ Neutral เป็น Overweight โดยอ้างถึงคาดการณ์เม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ จากการที่หุ้นกรีซบางตัวจะถูกนำไปคำนวณในดัชนี STOXX 600 ในช่วงปลายปีนี้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 14 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 68.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 13 เซนต์ หรือ 0.18% ปิดที่ 71.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

