HoonSmart.com >>บิ๊กธนาคารกรุงเทพ-หอการค้าไทย จี้หา “Growth Engine” ใหม่ เตือนไทยเสี่ยงหลุดเรดาร์โลก เร่งรับมือวิกฤตแรงงาน-ความท้าทาย AI ชี้เจ้าภาพประชุมธนาคารโลก- ไอเอ็มเอฟ โอกาสแลกเปลี่ยนหาแนวทางรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ
นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าว ในพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 : โอกาสทางรอดยุคเศรษฐกิจผันผวนท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก ว่า ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Generative AI และระบบอัตโนมัติ (Robotics)
“ในอดีตเราอาจเคยตั้งคำถามว่า AI จะมาทดแทนความรู้ ประสบการณ์ หรือความฉลาดของมนุษย์ได้อย่างไร แต่ทุกวันนี้เมื่อเราป้อนคำสั่ง (Prompt) เข้าไป คุณภาพของผลลัพธ์ที่ตอบกลับมานั้นสูงจนน่าตกใจ” นายไชยฤทธิ์ กล่าว
นายไชยฤทธิ์ เชื่อมั่นว่า “ศักยภาพของมนุษย์” ในการคิดวิเคราะห์เชิงลึกและการเข้าใจบริบท ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงความสามารถในการคัดกรองข้อมูลที่เกินจริง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ในปัจจุบัน แต่ในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า อิทธิพลของ AI จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำงานของคนรุ่นต่อไปอย่างมหาศาล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในอาชีพใดก็ตาม
นอกเหนือจากประเด็นด้านเทคโนโลยีแล้ว อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือการได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ
“นี่คือไทม์มิ่งและปรากฏการณ์ระดับ Once in a lifetime ของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนสู่สายตาโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำเศรษฐกิจระดับโลกเพื่อหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอน”นายไชยฤทธิ์ กล่าว
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนแบบ “ล้มระเนระนาด” ในหลายอุตสาหกรรม
ยกตัวอย่าง ยุทธศาสตร์ของจีนที่วางรากฐานด้าน AI มาตั้งแต่ปี 2012 ทำให้ปัจจุบันจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีนี้อย่างเบ็ดเสร็จ จนกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญให้สหรัฐฯ ต้องดำเนินนโยบายสกัดกั้น (Containment) เพื่อไม่ให้สูญเสียอำนาจการบริหารเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดจากสงครามการค้าได้ส่งผลให้ชาติต่างๆ ในยุโรป เริ่มเบนเข็มยุทธศาสตร์กลับมายังภูมิภาคเอเชีย ดังจะเห็นได้จากการขยายอิทธิพลในแถบอินโด-แปซิฟิก ของฝรั่งเศส ซึ่งนี่ถือเป็น “โอกาสทอง” ของอาเซียน และประเทศไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
จากเวที ABAC (ASEAN Business Advisory Council) มีคำถามต่อสถานะของประเทศไทยว่า “ไทยแลนด์ ยูอยู่ตรงไหน? และยูเริ่มออกจากเรดาร์โลกแล้วนะ”
ทั้งนี้ เป็นเพราะไทยกำลังเกิดวิกฤตโครงสร้างประชากร แรงงานไทยกำลังแก่ตัวลง ขาดแคลนประชากรเกิดใหม่ สวนทางกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่มีประชากรวัยแรงงานทะลุ 100 ล้านคน
ปัญหาหนี้สินและการเติบโตของเศรษฐกิจที่เชื่องช้าเฉลี่ยเพียง 1% นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (Growth Engine) ที่มีประสิทธิภาพ
รวมถึง การขาดแคลนบุคลากรสาย Tech นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ยังเลือกเรียนสายศิลป์-คำนวณ ในขณะที่ประเทศมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน ICT เพียง 1% (ประมาณ 6 แสนคน) เทียบกับมาเลเซียที่มีสูงถึง 10% (ประมาณ 4 ล้านคน)
การเปิดรับ “Digital & Expats”เป็น”โอกาสสุดท้าย” (The Last Chance) ของประเทศไทย ในการช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับ 4-5% ให้ได้ เพื่อรักษาเสน่ห์ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
”แลนด์บริดจ์จะทำก็ทำเถอะ ถ้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์ได้จริง แต่ถ้าทำโครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC มานานแล้วยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโตเกิน 3% ได้ เราต้องหาเครื่องยนต์ใหม่” รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว
รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า อีกหนึ่งแนวทางแก้ไขเร่งด่วนเพื่อเพิ่มแต้มต่อให้ประเทศ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสู่ “รัฐดิจิทัล” (Digital Government), การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill), การส่งเสริมความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยขจัดปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการปรับมายด์เซตของคนในชาติให้พร้อมเปิดรับกลุ่มชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง (Expats) และกลุ่มทุนจีนรุ่นใหม่ที่พร้อมหอบเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในไทย
