HoonSmart.com>>ใกล้คลอดเกณฑ์ใหม่ IPO รับบิ๊กเทค-บริษัทลูกต่างชาติในกลุ่ม New Economy ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ – ก.ล.ต.- BOI ยืนแผนเดิม Q3 เห็นแน่ สภาพคล่องคึกคัก ผลตอบแทนหุ้นไทยยังยืนเหนือ 20% ติดท้อป 3 เดินหน้าเพิ่มมาร์เก็ตแคปฯลุ้นเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI ไตรมาส 4 เปิดเวทีใหญ่ “Thailand Focus 2026” ปลายสิงหาคมนี้ นักลงทุนต่างชาติเดินหน้าซื้อมากถึง 7,599.48 ล้านบาท ดันหุ้นพุ่ง 2.30%
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ด้วยศักยภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล มีความเป็นไปได้สูงในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไทยเติบโตในระดับ 4% จากการที่สามารถดึงนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ในไทยได้สูง เห็นได้จากตัวเลขที่ทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติสิทธิ์ส่งเสริมการลงทุน
เพื่อตอบรับกับกระแสการย้ายฐานทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และBOI กำลังเร่งออกมาตรการเชิงรุกภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
เป้าหมายหลักคือกลุ่มธุรกิจที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่มีมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งแม้บางบริษัทจะเป็นทุนต่างชาติ 100% เช่น ทุนจีนหรือไต้หวัน ตลาดทุนไทยก็จะเปิดช่องทางให้ปรับโครงสร้างเพื่อนำบริษัทย่อยที่ตั้งในไทยเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้ เช่นเดียวกับโมเดลความสำเร็จของ Delta และ Hana ในอดีต
สำหรับ เกณฑ์การรับหุ้น IPO เบื้องต้น สำหรับกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคต บอกได้เพียงว่าจะทำการ ผ่อนปรนเกณฑ์เพื่อกลุ่มเทคโนโลยี ด้วยการปรับปรุงเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) รวมถึงข้อกำหนดด้านกำไรสำหรับ 10 เซกเตอร์เป้าหมายในกลุ่ม New Economy เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เพื่อให้บริษัทที่มีศักยภาพแต่ยังไม่มีกำไรในปัจจุบันสามารถเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น
ลดขั้นตอนการทำ IPO ด้วยการลดระยะเวลาและขั้นตอนการยื่นขอเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เปิดทางให้บริษัทข้ามชาติส่ง “บริษัทลูก” จดทะเบียน มุ่งเป้าไปที่กลุ่มทุนต่างชาติ (เช่น ทุนไต้หวันและจีน) ที่เข้ามาลงทุนในไทยผ่านสิทธิประโยชน์ของ BOI ให้สามารถนำบริษัทย่อยที่จัดตั้งในประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยได้ แม้ว่าบริษัทแม่จะถือหุ้น 100% ก็ตาม
“คาดว่าจะสรุปเกณฑ์ที่ชัดเจนภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า แต่อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีในการเริ่มเห็นเม็ดเงินและบริษัท New Economy ใหม่ๆ เข้ามา IPO อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากต้องรอให้กระบวนการลงทุนจริงและการก่อสร้างโรงงานของกลุ่มทุนต่างชาติเสร็จสิ้น”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า สำหรับภาวะตลาดทุนไทย แม้จะมีปัจจัยลบจากราคาน้ำมันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ในช่วงครึ่งปีแรกยังให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น โดยข้อมูลถึง 26 มิ.ย.2568 ถือว่าสภาพคล่องดี มี 3 วันที่วอลุ่มหนาแน่นถึงแสนล้านบาท โดย 2 ครั้ง ดัชนีลดลงแรงซึ่งไม่ค่อยดี แรงขับเคลื่อนหลัก (Driver) มาจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ปรับพอร์ตการลงทุน
ดัชนีหลักทรัพย์สร้างผลตอบแทนในระดับสองหลัก ประมาณ 20-25% ซึ่งเป็นรองเพียงแค่เกาหลีใต้ และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไต้หวัน
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทมีความเสถียร มีความผันผวนต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับความโดดเด่นในด้านการจ่ายเงินปันผล (Dividend ยีลด์) ประมาณ 4%
นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับตัวเลขการส่งออกในไตรมาสที่ 2 และผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน หากออกมาดี จะเป็นผลบวกในการดึงเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ต่อกรณีที่โบรกเกอร์บางแห่งคาดว่า MSCI Thailand มีโอกาสที่จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4
นายอัสสเดช กล่าวว่า หากตลาดสามารถเร่งขับเคลื่อน 2 ปัจจัยหลักคือ การเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) และ การยกระดับสภาพคล่อง (Liquidity) ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดสัดส่วนเม็ดเงินกลับมาจากตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่กำลังเติบโตร้อนแรง ก็มีความเป็นไปได้ที่หุ้นไทยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นใน MSCI
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยมีความได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) ซึ่งพร้อมและโดดเด่นกว่าคู่แข่งในภูมิภาค กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญ (Magnet) ดึงดูดเงินทุนต่างชาติควบคู่ไปกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend) ที่ยังคงแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ในครึ่งปีหลังจะมี งานประชุมสัมมนาการลงทุนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดประจำปีของตลาดทุนไทย “Thailand Focus 2026” ภายใต้ธีม “Reignight Thailand” ซึ่งในปีนี้ครบรอบปีที่ 20 พอดี มีกำหนดการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2026 ณ โรงแรม Grand Hyatt Erawan กรุงเทพฯ
หัวข้อหลักในการเสวนา มุ่งเน้นไปที่ยุทธศาสตร์และนโยบายที่จะขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจไทย, โอกาสการลงทุนในตลาดทุน, และศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายกลุ่ม New Economy และนโยบายที่สอดรับกับสิทธิประโยชน์ของ BOI
ตลอดระยะเวลาการจัดงาน จะมีการเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันระดับโลกได้เข้าร่วมประชุมส่วนตัวทั้งแบบตัวต่อตัวและกลุ่มย่อย กับผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่มีศักยภาพสูง ทั้งกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Large-Cap) ไปจนถึงหุ้นเติบโตขนาดเล็ก (Emerging Small-Cap) จะเป็นแรงหนุนให้ตลาดทุนไทยได้รับความสนใจมากขึ้น
