PCE ส่งซิกผลงาน Q2 เด่น B100 หนุน ลุย ! เฟส 3 ขยายกำลังผลิตน้ำมันปาล์ม

HoonSmart.com>> PCE  ส่งสัญญาณ B100 หนุนผลงาน Q2 เด่น! รับอานิสงส์ B7 ดันยอดขายพุ่ง 70-80% เดินหน้าโรงงานสกัดเฟส 3  ขยายกำลังผลิตน้ำมันปาล์มแตะ 5,000 ตัน/วัน ลุยตลาดพรีเมียม-ต่อยอดพลังงานสะอาด หนุนการเติบโตระยะยาว  

กิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล

นายกิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ (COO)  บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) เปิดเผยว่า  บริษัทเดินหน้าขยายกำลังการผลิตโรงสกัดน้ำมันปาล์มอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโรงงาน 2 เฟส มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 3,000 ตัน/วัน และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานเฟส 3 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 5,000 ตัน/วัน รองรับปริมาณผลปาล์มที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

สำหรับโรงสกัด PCE ใช้เทคโนโลยี Vertical Sterilizer หรือหม้อนึ่งแนวตั้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนึ่งผลปาล์ม ลดการสูญเสีย และยกระดับระบบการผลิตให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น ส่งผลให้สามารถควบคุมคุณภาพและเพิ่มอัตราการสกัดน้ำมัน (Oil Extraction Rate: OER) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันผลปาล์มสด 1,000 ตัน สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ได้ประมาณ 17-18% บริษัท O ตั้งเป้าผลักดันอัตราการสกัดให้สูงกว่า 18.5% ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ผ่านการลดการสูญเสียน้ำมันในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้แก่เกษตรกรด้านการเก็บเกี่ยวผลปาล์มสุกและการคัดเลือกพันธุ์ที่ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง

ด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียน บริษัทนำของเสียจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดสร้างมูลค่า โดยนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าขนาด 3 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาราว 15 ปี พร้อมระบุว่ายังมีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิต หากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน บริษัทนำเส้นใยปาล์มที่เหลือจากกระบวนการสกัดมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) สำหรับผลิตพลังงานใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

สำหรับธุรกิจไบโอดีเซล บริษัทมีกำลังการผลิต B100 อยู่ที่ 1.3 ล้านลิตรต่อวัน โดยการขยายกำลังการผลิตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซล อาทิ B10 หรือ B20

ทั้งนี้ บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์สร้างสมดุลระหว่างธุรกิจพลังงานและธุรกิจน้ำมันเพื่อการบริโภค เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของแต่ละตลาด โดยอยู่ระหว่างผลักดันผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มพรีเมียม เจาะตลาดญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการลดสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์

ด้านกำลังการผลิตน้ำมันบริโภคแบรนด์ “รินทิพย์”  สามารถผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดและบรรจุถุงได้ประมาณ 450 ลังต่อชั่วโมง หรือราว 5,400 ถุงต่อชั่วโมง เพื่อรองรับการขยายตลาดผู้บริโภค

ปัจจุบัน “รินทิพย์” วางจำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, CJ Mall และร้านค้าทั่วไป พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาขยายการจำหน่ายเข้าสู่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Big C และ Lotus เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในระยะยาว

ด้านนายกีรติ ไชยะกุล  ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานบัญชีและการเงิน PCE กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2569  มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น จากแรงหนุนของธุรกิจไบโอดีเซล (B100) ที่ได้รับอานิสงส์เต็มไตรมาสจากนโยบายภาครัฐปรับสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 รวมถึงการจำหน่าย B20 ส่งผลให้ปริมาณขาย B100 เพิ่มขึ้นราว 70-80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปรับนโยบาย

สำหรับ B100 เป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) สูงสุดในพอร์ต อยู่ในระดับประมาณ 6-10% สูงกว่าธุรกิจเทรดดิ้งน้ำมันที่มีมาร์จิ้นเฉลี่ย 2-3% และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่อยู่ราว 4-5% โดยบริษัทตั้งเป้าให้ B100 มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20-25% ของรายได้รวมในปีนี้

ขณะเดียวกัน บริษัทมีศักยภาพรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ทันที เนื่องจากมีกำลังการผลิต 1.0-1.2 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ปัจจุบันมียอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยเพียง 500,000-600,000 ลิตรต่อวัน จึงยังไม่จำเป็นต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ที่กำไรออกมาต่ำกว่าศักยภาพนั้น เป็นผลกระทบจากมาตรฐานการบัญชีเกี่ยวกับการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark to Market) ของสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract)

โดยยกตัวอย่าง คือ  การล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ แต่ ณ สิ้นไตรมาส 1 ค่าเงินบาทอ่อนอยู่ที่ 32 บาท ส่งผลให้ต้องบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากการประเมินมูลค่าสัญญา แม้ว่ายังไม่มีการส่งมอบสินค้าจริง ทำให้กำไรไตรมาส 1 ถูกกดดันจากรายการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการส่งมอบสินค้าในไตรมาส 2 รายการขาดทุน จากการประเมินมูลค่าจะทยอยกลับรายการ (Reverse) เป็นกำไรเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 2 มีโอกาสฟื้นตัวและเติบโตโดดเด่นกว่าปกติ

ด้านความสามารถในการแข่งขัน บริษัทมองว่า มีข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิต B100 รายเดียวในภาคใต้ ตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ทำให้มีต้นทุนขนส่งต่ำ อีกทั้งบริษัท ฯ  เป็นผู้จำหน่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ซึ่งมีเครือข่ายสถานีบริการในพื้นที่ภาคใต้จำนวนมาก ส่งผลให้ลูกค้าเลือกจัดซื้อจากบริษัทเพื่อประหยัดต้นทุนด้านโลจิสติกส์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตการขาย โดยสามารถปรับสัดส่วนระหว่างการส่งออกและการจำหน่าย B100 ในประเทศตามระดับผลตอบแทน หากตลาดในประเทศให้มาร์จิ้นที่สูงกว่า ก็สามารถโยกปริมาณสินค้ามาจำหน่ายในประเทศได้ทันที ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะต่อไป