“คิงส์ฟอร์ด”คาด SET ได้แรงหนุนหุ้นเทค-กลุ่ม Domestic Play ชู SCC-CHG

HoonSmart.com>>บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,530 – 1,540 จุด แนวต้าน 1,560 – 1,570 จุด คาดดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวตามกลุ่มเทคฯ สหรัฐ ผสานหุ้นกลุ่ม Domestic Play ได้ปัจจัยหนุนหลัง กนง.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ที่ 2.3% แนะซื้อเก็งกำไรกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่ม Domestic Play , ได้ประโยชน์บาทอ่อน หุ้นแนะนำวันนี้ SCC, CHG


บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,530 – 1,540 จุด แนวต้าน 1,560 – 1,570 จุด คาดดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวตามกลุ่มเทค ฯ สหรัฐ กอปรกับหุ้นกลุ่ม Domestic Play ได้ปัจจัยหนุนหลัง กนง.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้อยู่ที่ 2.3% แนะนำซื้อเก็งกำไร DELTA,HANA,KCE คาดมีโอกาสฟื้นตัวตามกลุ่มเทค ฯ สหรัฐ กลุ่ม Domestic Play เช่น AOT,MINT,CENTEL,ERW,CRC,CPN,OSP,CBG กลุ่มได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า เช่น CPF, TU, ITC, STA, BTG, RBF, SAPPE

ส่วนประเด็นข่าวในประเทศ วานนี้ ศาล รธน. ได้นัดลงมติวินิจฉัย พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เข้าข่ายผิด รธน. หรือไม่ในวันที่ 9 ก.ค. ส่วนประเด็นเศรษฐกิจวันนี้ติดตาม ก.พาณิชย์จะรายงานตัวเลขส่งออกไทย พ.ค. คาด +14.3% & เม.ย. +23.1% YoY และนำเข้าไทย พ.ค. คาด +38% & เม.ย. +45% YoY

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐปิดวานนี้ DJIA +0.35%, S&P500 -0.10%, Nasdaq -0.43% ได้แรงหนุนจากกลุ่มอุต ฯ +1.18%, สาธารณูปโภค +1.05% ขณะที่กลุ่มพลังงาน -1.73% ปรับลดลงตาม WTI วานนี้ -3.92% อยู่ที่ 70.34 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และกลุ่มเทค ฯ -0.64% โดยนักลงทุนได้สลับกลุ่มการลงทุนจาก Growth ไปยัง Value Stock จากคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง

ส่วนราคาหุ้น Micron Tech หลังปิดตลาด +15.7% หลังรายงานรายได้งวด Q3 อยู่ที่ 4.14 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3 เท่า YoY และบริษัทคาดรายได้ Q4 จะอยู่ที่ 4.9 – 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 4.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ได้ปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ชิปที่ใช้ใน AI Model และเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของ Nvidia & Alphabet

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจค่ำวันนี้ติดตาม US GDP Q1/69 คาด +1.6% QoQ, US PCE พ.ค. คาด +4.1% YoY ที่เป็นดัชนีสำคัญที่เฟดใช้วัดเงินเฟ้อของสหรัฐ

หุ้นแนะนำ SCC (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 249.00 บาท) บริษัทรายงานกำไร 1Q69 ที่ 6.2 พันล้านบาท +466%YoY และพลิกจากขาดทุนใน 4Q68 ดีกว่าที่ตลาดคาด หลักๆ มาจากการรับรู้กำไรสต๊อก ส่วนผลการดำเนินงานหลักมีปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นราคาขายปูนและลดต้นทุน ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ผลประกอบการของ Fajar ดีขึ้น และธุรกิจปิโตรเคมีฟื้นตัวตาม product spread

แนวโน้ม 2Q69 กำไรชะลอตัวลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงมีปัจจัยหนุนจาก spread ปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูง ช่วยชดเชยกำลังการผลิตที่ลดลงจากการหยุดการผลิตชั่วคราวของโรงงานปิโตรเคมี

ช่วงสั้นมีประเด็นบวกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงหากกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้น่าจะทำให้การจัดหาวัตถุดิบแนฟทาดีขึ้น ส่วนประเด็น SCGC กับ PTTGC ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัท JV ในธุรกิจ Olefins/Polymers ในประเทศไทยคาดชัดเจนใน 3Q69

หุ้น CHG (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 2.00 บาท) กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ที่ 248 ล้านบาท ( +10%YoY, +10%QoQ) โดยในเชิงรายได้มีปัจจัยหนุนจากรายได้โครงการสวัสดิการภาครัฐฯที่ +8%YoY เป็นผลจากรายได้ UCEP โรคซับซ้อน และ บริการเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจ, มะเร็ง, การผ่าตัดกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานในช่วง 2Q69 เบื้องต้น เราคาดว่าจะอ่อนตัวตามฤดูกาล แต่ในภาพ YoY จะสามารถเป็นบวกได้ต่อ โดย 2Q68 มีฐานต่ำจากจำนวนเงินรับจริงต่ำกว่าที่ Accrual ไว้ของ 26 โรคเรื้อรังราว -73 ลบ.จากการเปลี่ยนแปลงช่วงอายุของผู้ประกันตน นอกจากนี้ คาดว่ารายได้โรคซับซ้อนจะทยอยบวกได้ต่อ YoY ตามที่เห็นใน 1Q69 ปัจจุบัน เราประมาณการณ์กำไรสุทธิปี69 และ 70 ของ CHG อยู่ที่ 1,037 ล้านบาท( +12%YoY ) และ 1,121 ล้านบาท ( +8%YoY ) ตามลำดับ

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–